Home » Yamaha YZF-R7 สปอร์ตแท้ ซิ่งถนนได้ คอนโทรลง่าย จ่ายไม่แพง ถ้าแค่นี้จบ…ก็จัดสิครับ !

Yamaha YZF-R7 สปอร์ตแท้ ซิ่งถนนได้ คอนโทรลง่าย จ่ายไม่แพง ถ้าแค่นี้จบ…ก็จัดสิครับ !

by intanon
Yamaha YZF-R7

Yamaha YZF-R7 (ยามาฮ่า วายแซดเอฟ อาร์ เซเว่น) เปิดตัวครั้งแรกในโลกราวปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ก่อนที่ทาง Yamaha Riders’ Club ผู้จำหน่ายบิ๊กไบค์ภายใตเครื่องหมายการค้า Yamaha ในประเทศไทย ถือฤกษ์ดีวันที่ 7 ตุลาคม 2564 เปิดตัวซูเปอร์สปอร์ตน้องใหม่อย่าง Yamaha YZF-R7 ท่ามกลางเสียงฮือฮาจากไบค์เกอร์ผู้คลั่งไคล้สองล้อสไตล์สปอร์ตพันธุ์แท้ ซึ่งนี่เป็นเสมือนการเปิดโลกใหม่ในวงการมอเตอร์ไซค์บ้านเรา ด้วยรถในสไตล์ซูเปอร์สปอร์ตมิดเดิ้ลคลาส ที่สามารถเข้าถึงและจับต้องได้ง่ายเพียงคันแรกและรุ่นเดียวในไทย ด้วยค่าตัวของ Yamaha YZF-R7 ที่ถูกตั้งไว้ที่เพียง 339,000 บาท เท่านั้น

Yamaha YZF-R7 ซูเปอร์สปอร์ตเจ้าของค่าตัว 339,000 บาท

ซูเปอร์สปอร์ตมิดเดิ้ลคลาสคันแรกและรุ่นเดียวในไทยที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

คำว่า Yamaha YZF-R7 คือ ซูเปอร์สปอร์ตมิดเดิ้ลคลาสคันแรกและรุ่นเดียวในไทยที่เข้าถึงได้ง่าย อาจฟังแล้วเป็นคำพูดที่ดูเวอร์วังไปสักหน่อย แต่หากพิจารณาโดยหลักการแล้ว ถือว่าไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะหากเทียบราคาของบิ๊กไบค์ในงบประมาณเดียวกันที่ “สามแสนกลางๆ” เดิมทีคงซื้อได้แค่รถในรูปแบบสปอร์ตทัวริ่ง หรือหากยกระดับขึ้นมาอีกหน่อย คงเป็นได้แค่สปอร์ต ที่ดูยังไงก็ยังห่างไกลคำว่า SuperSport ไปหลายขุม ต่างกับ Yamaha YZF-R7 ที่เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบแล้ว ถือว่า “เข้าทำนอง” โดยเฉพาะการใช้ชุดแฮนด์แบบ Clip On จับใต้แผงคอ แม้จะไม่ได้สุดโต่งอย่างรุ่นพี่ Yamaha YZF-R1 หรือ YZF-R6 แต่ทำออกมาได้ใกล้เคียงและตรงกับวัตถุประสงค์ที่ทางค่ายต้องการนำเสนอใน 2 บุคลิก เช่นเดียวกับภาพที่นำเสนอในตอนเปิดตัวครั้งแรกในโลก





ชุดแแฮนด์ Clip On จับโช้กแบบ Full Adjust ในตำแหน่งใต้แผงคอ

แค่เครื่องเดียวกัน…ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แม้หลายคนจะมองว่า Yamaha YZF-R7 เป็นเพียงร่างจำแลงของเพื่อนร่วมคลาสอย่าง MT-07 เพราะใช้เครื่องยนต์ รวมถึงส่วนประกอบหลายๆ อย่างในรูปแบบเดียวกัน แต่หากลงลึกในรายละเอียด จะรู้ได้ทันทีว่า Yamaha YZF-R7 มีการปรับจุดสำคัญที่ส่งผลต่อคาแร็กเตอร์การขับขี่ในสไตล์ซูเปอร์สปอร์ตได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เช่น โครงสร้างมีการปรับองศาคอให้ตั้งชันมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระยะฐานล้อที่สั้นลง จากเดิมของ Yamaha MT-07 มีระยะฐานล้ออยู่ที่ 1,400 มม. แต่สำหรับ Yamaha YZF-R7 ที่ปรับองศาคอแล้ว ระยะฐานล้อจะสั้นลงอีก 5 มม. ซึ่งด้วยระยะฐานล้อที่สั้นลงนั้น ส่งผลโดยตรงต่อความคล่องตัวในการขับขี่ ทำให้สามารถพลิกรถได้ง่าย คอนโทรลรถได้อย่างเชื่องมือมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับชุดช่วงล่างที่เรียกได้ว่าจัดเต็ม แทบไม่ต่างกับรุ่นพี่อย่าง Yamaha YZF-R6 ด้วยชุดโช้กอัพหน้าแบบ Upside Down แกน 41 มม. จาก KYB ที่สามารถปรับได้แบบเต็มระบบ ทั้ง Preload, Rebound และ Compression ส่วนโช้กอัพหลังมาในแบบ Mono Shock สามารถปรับ Preload และ Rebound จับคู่กับชุดกระเดื่องทดแรง เพื่อการซับแรงสั้นสะเทือนและการทรงตัวที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

Brembo + Advics Monoblock คู่หูค่าย Yamaha มาช้านาน

ถ้าเป็นค่ายญี่ปุ่น ระบบเบรกที่มั่นใจ ต้องยกให้ Yamaha

ส่วนเรื่องระบบเบรกจากโรงงานนั้น Yamaha จัดเป็นแบรนด์หนึ่งที่ไว้ใจได้เสมอ แม้เรื่องแบรนด์ดิ้งอาจเป็นรองฝั่งค่ายยุโรป แต่โหงวเฮ้งและประสิทธิภาพ ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้า โดยมีการปรับรายละเอียดจาก MT-07 ที่ยึดกับโช้กแบบ ISO Mount มาเป็นแบบ Radial Mount พร้อมเปลี่ยนจานหน้าคู่มาเป็นขนาด 298 มม. แบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่นพี่อย่าง MT-09 ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์ Advics 4 POT แบบ Monoblock ซึ่งด้วยสไตล์ของรถซูเปอร์สปอร์ตที่ต้องการประสิทธิภาพในการเบรกให้สูงขึ้น ในครั้งนี้ Yamaha YZF-R7 จึงได้เลือกจับคู่กับปั๊มบนของ Brembo แบบเรเดียล ประปุกลอย ซี่งต่างกับของ MT-09 ที่มีพละกำลังสูงกว่า ส่วนชุดกระทุ้งหลังนั้น ทางค่าย Yamaha เลือกที่จะใช้แบรนด์ Brembo มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยจับคู่กับปั๊ม Nissin 1 POT พร้อมจานขนาด 245 มม. แม้ว่า Yamaha YZF-R7 จะเน้นเรื่องความดิบในการตอบสนอง โดยไม่ได้มีตัวช่วยอะไรให้เสียความเร้าใจ เช่น Traction Control รวมถึงโหมดการขับขี่ต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ นั่นก็คือ ระบบความปลออดภัยด้วย ABS ทั้งหน้า – หลัง

ไฟหน้า LED Projector ซุกกลางช่องแรมแอร์ ขนาบข้างด้วย LED Daylight

ไฟท้ายและแฟริ่งดีไซน์เฉี่ยว ถอดแบบรุ่นพี่อย่าง R1

ภาพลักษณ์และสไตล์…สิ่งสำคัญของรถ SuperSport

สิ่งหนึ่งที่ยกระดับของ Yamaha YZF-R7 จนเป็นที่ยอมรับในความเป็นรถซูเปอร์สปอร์ตพันธุ์แท้ ก็คือ เรื่องของภาพลักษณ์ที่ออกแบบมาได้อย่างโฉบเฉี่ยว ดุดัน โดยถอดแบบมาจากรุ่นพี่ในตระกูล R Series มาตั้งแต่หัวจรดท้าย หากมองเทียบกับระหว่าง R1, R6 และ R7 จะรู้สึกได้ทันทีว่า ทั้ง 3 รุ่นนี้ มาพร้อมดีไซน์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยสิ่งที่แตกต่างระหว่างรุ่นพี่ทั้ง 2 อย่างชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นตำแหน่งของไฟหน้าแบบ Bi Functional LED ที่ใช้เป็นทั้งไฟส่องสว่างและไฟสูง ซ่อนไว้กลางช่องแรมแอร์ ต่างกับรุ่นพี่ที่แยกเป็น 2 โคม ในแต่ละฝั่งของชุดแฟริ่ง คาแร็กเตอร์พิเศษหนึ่งของ Yamaha YZF-R7 เมื่อมองเป็นภาพจากทางด้านหน้า คือ ความกว้างของตัวรถนั้น น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นๆ ในตระกูล R Series ด้วยกัน ถังน้ำมันของ Yamaha YZF-R7 มาในขนาด 13 ลิตร มองเผินๆ อาจดูเหมือนน้อย แต่จากประสบการณ์ เมื่อพิจารณาอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ CP2 บล็อคนี้แล้ว ด้วยถังน้ำมันขนาดนี้ สามารถเดินทางได้ไกลในระยะ  250 กม. แบบสบายๆ ข้อดีของการออกแบบถังน้ำมันให้มีขนาดพอเหมาะ คือ ความกระชับของผู้ขับขี่ ที่สามารถหนีบถังได้อย่างมั่นใจ และรู้สึกไม่ใหญ่เกินสรีระ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่ทำให้น้ำหนักของรถมากจนเกินไป โดยเมื่อเติมน้ำมันเต็มถังพร้อมของเหลวเต็มระบบ Yamaha YZF-R7 จะมีน้ำหนักเพียง 188 กก. เท่านั้น

มิติและท่าทางการขับขี่แบบธรรมชาติ สำหรับผู้ขี่ความสูง 170 ซม. +-

สัมผัสสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต พิกัด…กำลังเข้ามือ

สัมผัสแรกที่ขึ้นคร่อม Yamaha YZF-R7 กับตัวผู้ขับขี่ที่มีความสูง 168 ซม.  ช่วงขา 77 มม. ด้วยระยะความสูงจากพื้นถึงเบาะ 835 มม. ทำให้สามารถวางเท้าทั้ง 2 ข้าง แตะพื้นได้อย่างมั่นใจ (ถ้าสูง 175 ซม. ขึ้นไป อาจวางเต็มเท้า 2 ข้างได้) นั่นจึงไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา แม้ว่าจะนำมาใช้งานในเมือง หรือขับขี่ทั่วๆ ไป ที่ไม่ใช่ในสนามแข่ง สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมเมื่อได้เห็นตัวรถครั้งแรก คือ เรื่องของวัสดุที่ใช้ รวมถึงงานประกอบที่ให้ความรู้สึกแบบพรีเมี่ยมแท้ๆ จุดนี้ถือว่าบิ๊กไบค์จากค่าย Yamaha ทำได้อย่างน่าประทับใจในหลายๆ รุ่น ดีงามในแบบที่รถญี่ปุ่นด้วยกันสู้ยาก และดีกว่ารถยุโรปราคาหลักล้านบางคันเสียอีก ในส่วนของท่านั่ง แม้ชุดแอนด์จะมาในแบบคลิปออนที่จับใต้แผงคอ ในแบบฉบับของรถซูเปอร์สปอร์ตพันธุ์แท้  และพักเท้าออกแบบมาให้ยกสูงและเยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย แต่เมื่อลองนั่งในท่าทางการขับขี่แล้ว กลับไม่ได้รู้สึกว่าทรมานร่างกายมาก ให้ฟีลที่ทำลังดี กระชับได้ใจ แต่ขี่ทางไกล ดูทรงก็ไม่น่าจะเมื่อยมากเหมือนกับรุ่นพี่อย่าง Yamaha YZF-R1 หรือ YZF-R6 (โดยเฉพาะ R1 รุ่นปี 2015 ท่านั่งโหดร้าย และมีความเป็นสปอร์ตแบบสุดโต่งที่สุด ในบรรดารถสปอร์ตที่เคยขี่มา) สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ดีไซน์และการออกแบบถังน้ำมัน ที่ให้ความกระชับในการขับขี่ และสร้างความมั่นใจได้อีกไม่น้อย ช่วยให้การโยกหรือพลิกรถ Yamaha YZF-R7 ทำได้อย่างคล่องตัว (มาก) เนื่องจากบาลานซ์และการวางน้ำหนักที่ดี (หน้า : หลัง อยู่ที่ 51 : 49) รวมถึงองศาคอที่เปลี่ยนไป

อีกฟีล…กับการใช้ความเร็วท่ามกลางสายฝน

สิ่งที่ควรระวัง คือ การเดินคันเร่ง ด้วยความจัดจ้านของเครื่องยนต์บล็อคนี้ ที่แตกต่างจากรถสปอร์ตทั่วไป

ฝนตกกก็ดี…ได้สัมผัสอีกฟีลลิ่ง ที่ชีวิตจริง “ต้องเจอ”

สภาพแวดล้อมที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ในวันที่ได้ทดลองขี่ Yamaha YZF-R7 จากเดิมที่คาดหวังว่า จะได้ลงไปหวดทำความเร็ว แบนโค้งอย่างสะใจ โดยเอาน้ำหนักที่เบาของตัวรถมาเล่นให้เป็นประโยชน์มากที่สุด แต่ในความเป็นจริง มีฝนโปรยปรายลงมาต่อเนื่องตลอด 3 วัน ของการเดินทาง ทำให้รูปแบบและจุดประสงค์ในการทดลองนั้นเปลี่ยนไป ซึ่งหากมองเป็นโอกาสที่ดี นี่คือ การทดลองสมรรถนะในกาารใช้งานจริง ในคอนดิชั่นของรถเดิมๆ ว่าสามารถขี่ในทางเปียกลื่นได้ดีขนาดไหน โดยเฉพาะการขับขี่ในเซ็กชั่นแรก ที่ฝนยังคงลงเม็ด การกระทำต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ทั้งการเดินคันเร่ง, การใช้เบรก, การลดเกียร์ คงต้องทำอย่างเบามือ เพราะในชั่วขณะ ที่เผลทำอะไรไปโดยผลีผลาม ด้วยแรงบิดที่เหลือล้นของ Yamaha YZF-R7 อาจก่อให้เกิดอาการ “ปลิ้น” ได้อย่างที่เราไม่สามารถจินตนาการได้เลยทีเดียว ซึ่งใครที่คาดหวังว่ารถในสไตล์ซูเปอร์สปอร์ตยุค 2020 ขึ้นมา จะต้องมีตัวช่วยหรือระบบประมวลผลเยอะแยะ อาจต้องทำความเข้าใจสักหน่อยว่า ในภาพรวมของพละกำลัง รวมถึงพื้นฐานของ Yamaha YZF-R7 อยู่ในระดับที่ควบคุมง่าย และสิ่งที่ติดตัวมาให้นั้น ถือว่าเพียงพอที่จะทำให้การบังคับควบคุมเป็นไปอย่างปลอดภัย เรียกได้ว่าเป็นซูเปอร์สปอร์ต “ชั้นครู” สำหรับนักบิดหน้าใหม่ หรือ “ตัวจบ” สำหรับนักบิดรุ่นเก๋าที่นิยม “วิถีพอเพียง” ได้อย่างน่าสนใจแล้ว เมื่อเทียบกับงบประมาณในระดับนี้ เพราะหากคาดหวังกับระบบเหล่านั้น…คงต้องยอมจ่ายค่าตัวหลัก “ครึ่งล้านอัพ”  เพื่อแลกมา





ขุมพลัง Crossplane CP2 ที่ทุกคนต่างรู้ดีถึงความทรงพลัง และสุ้มเสียงอันน่าเกรงขาม

Crossplane ของดีที่หลายๆ คน…ยังสงสัย ?

พื้นฐานของเครื่องยนต์ Crossplane CP2 ของ Yamaha YZF-R7 ยังคงเป็นรูปแบบเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน Yamaha MT-07 ที่มาในพิกัด 2 สูบ ความจุ  689 ซีซี. ระบายความร้อนด้วยน้ำ อัตราส่วนกำลังอัด 11.5 : 1 ให้กำลังราว 73.4 แรงม้า ที่ 8,750 รอบ/นาที  พร้อมแรงบิด 67 นิวตัน-เมตร  ที่ 6,500 รอบ/นาที ซึ่งลักษณะของเครื่องยนต์ที่เรียกว่า Crossplane นั้น เป็นการวางเลย์เอาท์ของข้อเหวี่ยงและช่วงเวลาของการจุดระเบิดที่แตกต่างกัน 270 องศา (ดูตามในคลิปจะเข้าในหลักการทำงานได้ง่ายมากขึ้น) ความโดดเด่นของเครื่องยนต์ที่มาในรูปแบบนี้ก็คือ การสามารถปลดปล่อยกำลังได้ดีตั้งแต่รอบต่ำ – กลาง และแรงบิดที่มีความสม่ำเสมอ เรียกมาใช้งานได้ต่อเนื่อง อาจเป็นเครื่องยนต์ที่มีสไตล์ขัดกับรถในแนวซูเปอร์สปอร์ตทั่วไป ที่เน้นพละกำลังในรอบสูงเป็นหลัก ความพิเศษอย่างหนึ่งที่มีเฉพาะใน Yamaha YZF-R7 เป็นรุ่นแรกสำหรับเครื่องยนต์บล็อคนี้ คือ การมีชุด Slipper Clutch ที่ช่วยลดอาการกระชากในขณะที่มีกาารลดเกียร์อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีประโยชน์มาก สำหรับการขับขี่ในสนามแข่ง เนื่องจากจะช่วยลดแรงฉุดของเครื่องยนต์ ทำให้สามารถรวบเกียร์เพื่อไหลเข้าโค้งได้อย่างเร็วและสมูทมกขึ้น

กดไม่เต็ม…แต่ก็เร็วพอจะสร้างความตื่นเต้นได้อย่างน่าประทับใจ

แม้ว่าองค์ประกอบ และฟีลลิ่งการตอบสนอง อาจดูต่างจากสปอร์ตแท้โดยทั่วไป แต่หากพิจารณาจากความเร็วและอัตราเร่งยอดเยี่ยมของ Yamaha YZF-R7 แล้ว ต้องยอมรับว่า…ไม่ธรรมดา เหมือนที่เราคุ้นเคย จากที่ลองกดในสนามช้างฯ โดยใช้คันเร่งประมาณ 80-90% ความเร็วบนเรือนไมล์แบบ Black Look ทะลุ 190 กม./ชม. แบบสบายๆ แม้ว่าต้องยกคันเร่งเพื่อทิ้งระยะสำหรับลดความเร็วก่อนที่จะเข้าโค้ง 4 ซึ่งหากเป็นความเร็วจากโค้ง 1-3 สามารถทำได้สูงกว่านั้น โดยเพื่อนสื่อบางท่านที่มีทักษะในการขับขี่ที่สูงกว่า สามารถกดได้ราวๆ 205 กม./ชม. เลยทีเดียว ลักษณะการปลดปล่อยกำลังนั้น มีความแตกต่างกับรุ่นพี่ YZF-R6 อย่างสิ้นเชิง โดย R6 เป็นรถที่เน้นพละกำลังในย่านรอบสูง ซึ่งการจะรักษาระดับ Power Band จะต้องเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในระดับ 8,000 รอบ/นาที ขึ้นไป แต่สำหรับ Yamaha YZF-R7 ไม่ว่าจะเป็นย่านรอบไหนๆ ก็สามารถเรียกกำลังของเครื่องยนต์ รวมถึงแรงบิดออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วและสนุกมือ โดยการต่อเกียร์ของ 2-5 (ในสนาม…ใช้แค่นี้แหละ) ของ Yamaha YZF-R7 ถือว่าทำได้อย่างกระชับและมีความแม่นยำสูง แต่หากใครที่ต้องการความกระชับกว่านี้ ทาง Yamaha ยังมีชุด Quick Shifter เป็นออพชั่นเสริม ที่สามารถติดตั้งได้ทันที เนื่องจากมีสายไฟเดินไว้รออยู่เป็นที่เรียบร้อย

ระบบและองค์ประกอบที่ดี…ช่วยยกระดับความมั่นใจได้มากขึ้น

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ชุด Slipper Clutch ที่ติดตั้งมาให้ใน Yamaha YZF-R7 ช่วยให้การชะลอความเร็วในสภาวะที่เปียกลื่นเช่นนี้ ทำได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากยิ่งขึ้น โดยในขณะที่ลดเกียร์ ชุด Slipper Clutch จะเป็นตัวช่วยลดแรงฉุด เพื่อไม่ให้ล้อหลังล็อค อันเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้รถเสียอาการ เช่นเดียวกับระบบเบรก ABS ที่ในบางครั้ง ผู้ขี่เผลอให้น้ำหนักการเบรกที่ล้อหลังมากจนเกินไป จนทำให้ล้อหลังที่โดยปกติมี Traction ในการเบรกที่ต่ำกว่าล้อหน้าอยู่แล้ว เกิดอาการล็อคได้ง่าย ซึ่งการมีตัวช่วยที่ว่ามา ส่งให้การลดความเร็วในสภาพถนนเปียก ทำได้ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะกับชุดยาง Bridgestone Batlax S22 ไซส์ 120/70 R17 และ 180/55 R17 ที่ติดมาให้ ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า มีประสิทธิภาพที่ดีพอ สำหรับการควบคุมรถ และจัดการกับความเร็วในนระดับแตะ 200 กม./ชม. ได้แบบสบายๆ ในสภาพภนนที่เปียกลื่นเช่นนี้

ยางติดรถ…ถือว่าทำได้ดี เมื่อต้องขับขี่ในสภาพที่เปียกลื่นเช่นนี้

รถที่ดี กับ รถที่ซื้อได้…ต่างกันโดยสิ้นเชิง !

Yamaha YZF-R7 อาจไม่ใช่มอเตอร์ไซค์คันแรก ที่ผู้เขียนได้ลองขี่ในสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต แล้วบอกว่า…นี่คือ รถที่ดีมากๆ คันหนึ่ง เพราะที่ผ่านๆ มาอาจจะมีรถคันอื่นๆ ที่ทำได้ดี และสนุกได้มากกว่านี้ (ก็ไม่น้อย) แต่สิ่งที่บอกได้อย่างเต็มปาก แบบที่ไม่เคยรู้สึก (หรือยาก) ที่จะพูดกับรถคันไหนๆ ก็คือ รถคันนี้…ซื้อได้ ด้วยองค์ประกอบรวมๆ ที่ลงตัว ทั้งในเรื่องภาพลักษณ์ สไตล์ สมรรถนะ และระดับราคา 339,000 บาท ที่สำหรับคนที่ต้องการซูเปอร์สปอร์ตไบค์มาไว้เรียกอะดรินาลีนในมือสักคัน…ตัดสินใจได้ไม่ยาก (มีรถที่ทำได้ดีกว่า แต่ถ้ารถคันนั้นราคา 7-8 แสน หรือ ล้านอัพ…ผมคงไม่มีหน้ากล้าพูด ว่ารถคันนี้ “ซื้อได้” อย่างแน่นอน) ที่สำคัญ…การซื้อรถคันหนึ่งจากทาง Yamaha Riders’ Club คุณไม่ได้ได้แค่รถ แต่คุณยังได้สังคม ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมมากมาย เช่น การอบรมการขับขี่บิ๊กไบค์อย่างถูกต้อง, Track Day, รวมถึงการแข่งขันที่ทาง Yamaha จัดให้ได้ปลดปล่อยพละกำลังกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้…คือ “กำไร” ของผู้ใช้บิ๊กไบค์จาก Yamaha ล้วนๆ

Yamaha YZF-R7 ซื้อได้…ถ้าใจอยากสัมผัสความเป็นสปอร์ต

จุดเด่น…พละกำลังที่พอดีคำ, สุุ้มเสียงดุดัน น่าเกรงขาม เมื่อยามใช้ท่อแต่ง, ความคล่องตัวและควบคุมได้ง่าย, ท่าทางการขับขี่ในสไตล์รถซูเปอร์สปอร์ต, Made in Japan และนำเข้า 100%,วัสดุและงานประกอบระดับ 5 ดาว, ราคาที่เกินคุ้ม

ข้อสังเกต…ถ้าเทียบเรื่องความสุดในความเป็นซูเปอร์สปอร์ต ยังเป็นรอง R6 ที่อารมณ์มาเต็มกว่ามาก, ไม่เหมาะกับสาย Hi-Rev, ถ้าเป็นคนที่ต้องการอารมณ์ในการขับขี่ ท่อเดิมจากโรงงาน…อาจไม่ตอบโจทย์


ข่าวแนะนำ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา ยอมรับ เรียนรู้เพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy