หลังจากที่เผยโฉมคอนเซ็ปท์ออกมายั่วน้ำลายในงาน Tokyo Auto Salon ที่ผ่านมา .นที่สุดค่าย Toyota ก็ออกมาเผยสเป็คของ Toyota GR GT สปอร์ตเวอร์ชั่นถนนรุ่นล่าสุดของค่าย ที่ได้ชื่อว่า เร็วและแรง ที่สุดเท่าที่เคยมี อย่างเป็นทางการ โดย Toyota GR GT มาพร้อมหัวใจในการพัฒนาหลักๆ 3 ประการ ก็คือ การเป็นรถที่มี CG ต่ำ ซึ่งช่วยให้ตัวรถสามารถทรงตัว พร้อมควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด, การเป็นรถที่มีน้ำหนักเบา ด้วยการพัฒนาบนโครงสร้างอลูมิเนียมทั้งคัน อีกทั้งยังต้องเป็นรถที่มีแอโร่ไดนามิคส์ที่ดีเยี่ยม ด้วยดีไซน์ที่สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งช่วยให้การเข้าโค้ง หรือการทรงตัวในย่านความเร็วสูง มีเสถียรภาพที่ดีที่สุด โดยนอกจากจะเปิดตัว Toyota GR GT แล้ว ในครั้งนี้ Toyota Gazoo Racing ยังได้เผยโฉมเวอร์ชั่นตัวแข่ง Toyota GR GT3 ซึ่งเป็นรุ่นต่อยอดมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะอีกด้วย
รถซูเปอร์สปอร์ตทั้ง 2 รุ่น จาก Toyota Gazoo Racing ได้รับการเผยโฉมในศูนย์ Higashi-Fuji หนึ่งในแหล่งผลิตรถยนต์ที่สำคัญของแบรนด์ Toyota โดยมีแพลนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2027 ซึ่งนอกจากจะมีการนำซูเปอร์สปอร์ต ทั้ง Toyota GR GT และToyota GR GT3 มาโชว์แล้ว ทางค่ายยังสร้างเซอร์ไพรซ์ด้วยการเผยโฉมรถต้นแบบของซูเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าอย่าง Lexus LFA Concept นับเป็นการรวมสุดยอดของแบรนด์ ที่มุ่งเน้นการโชว์นวัตกรรมด้านมอเตอร์สปอร์ต และการผลิตรถยนต์สมรรถนะสูงของแบรนด์ Toyota อย่างแท้จริง โดยซูเปอร์สปอร์ตเวอร์ชั่นถนน Toyota GR GT จะมาพร้อมขุมพลังในรูปแบบ V8 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ วางด้านหน้าในรูปแบบ Front Mid Engine พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าวางอยู่ในชุดเกียร์ ขับเคลื่อนล้อหลัง สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 320 กม./ชม. ตัวรถพัฒนาบนโครงสร้างและใช้ชิ้นส่วนที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งคัน ซึ่งถือเป็นรุ่นแรกของแบรนด์ Toyota
ครั้งแรกของแบรนด์…กับโครงสร้างอลูมิเนียมทั้งคัน พร้อมชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อให้น้ำหนักตัวรถไม่เกิน 1,750 กก.
Toyota GR GT มากับมิติตัวถัง ความกว้าง x ยาว x สูง อยู่ที่ 2,000 x 4,820 x 1,195 มม. ซึ่งหากเทียบกับ Toyota Supra เดิม ซูเปอร์สปอร์ตผู้นี้ มีความยาวที่มากกว่าถึง 441 มม. ดีไซน์ทางด้านหน้า ยังคงใช้เอกลักษณ์การออกแบบในดีไซน์ที่เรียกว่า Hammerhead เช่นเดียวกับ Toyota รุ่นอื่นๆ ที่ทำตลาดในยุคปัจจุบัน โดยมีการดีไซน์ช่องรับ-ระบายลมต่างๆ ให้มีความสอดคล้องทั้งในด้านหน้าและหลัง เพื่ออากาศพลศาสตร์ที่ดีอย่างที่ตั้งใจไว้ ซึ่งถูกออกแบบโดยอาศัยประสบการณ์จากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในวงการมอเตอร์สปอร์ตของแบรนด์ Toyota มาอยย่างยาวนาน นอกจากนี้…Toyota GR GT ยังคงถูกสร้างอย่างพิถีพิถัน ด้วยการเลือกชิ้นส่วนอย่างเหมาะสม ซึ่งนอกจากโครงสร้างที่ทำจากอลูมิเนียมแล้ว ในหลายๆ ชิ้นส่วนยังคงเป็นชิ้นงานที่สร้างจากคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อให้ตัวรถมีน้ำหนักที่เบาที่สุด นั่นจึงส่งผลให้ Toyota GR GT เป็นรถที่มีน้ำหนักไม่เกิน 1,750 กก. เท่านั้น โดยน้ำหนักทั้งคันจะถูกกระจายในระดับ หน้า:หลัง ที่ 45:55 ผ่านระบบรองรับด้วยระบบกันสะเทือนแบบ Double Wishbone ทั้งในด้านหน้าและหลัง, ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว จับคู่ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 ไซส์ 265/35 R20 ในด้านหน้า และ 325/30 R20 สำหรับล้อคู่หลัง ที่เป็นล้อขับเคลื่อน รวมถึงชุดคาลิเปอร์จาก Brembo ที่จับคู่อยู่กับจานเบรกแบบคาร์บอนเซรามิค
อากาศพลศาสตร์ เน้นการออกแบบที่มีความสอดคล้องทั้งในด้านหน้าและหลัง เพื่อให้ตัวรถมีแอโร่ไดนามิคส์ที่ดี เช่นเดียวกับประสิทธิภาพการระบายความร้อน
ขุมพลังของ Toyota GR GT มาพร้อมเครื่องยนต์ในรูปแบบ V8 Twin Turbo ความจุกระบอกสูบ 3,998 ซีซี. ซึ่งออกแบบให้มีระยะชักสั้น พร้อมระบบหล่อลื่นแบบ Dry Sump เพื่อเน้นกำลังในรอบสูงเป็นหลัก และมีมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบไฮบริดมาเป็นตัวช่วยเพิ่มกำลังในรอบต่ำ ทั้งหมดทั้งมวล ส่งให้ Toyota GR GT มีกำลังขับเคลื่อนสูงสุด 650 แรงม้า พร้อมกับแรงบิด 850 นิวตัน-เมตร ซึ่งเหนือกว่าขุมพลัง 1LR-GUE (560 แรงม้า กับ 480 นิวตัน-เมตร) ในรูปแบบ V10 ที่เคยประจำการอยู่ใน Lexus LFA ช่วงปี 2010-2012 อย่างชัดเจน โดย Toyota ตั้งเป้าว่า เครื่องยนต์บล็อคนี้ จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 320 กม./ชม. ซึ่งน้อยกว่าเครื่องยนต์ของ Lexus LFA เพียง 5 กม./ชม. เท่านั้น
ขุมพลัง V8 Twin Turbo พิกัด 4.0 ลิตร พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 650 แรงม้า พร้อมแรงบิด 850 นิวตัน-เมตร
ด้านระบบส่งกำลังของ Toyota GR GT ถูกย้ายชุดเกียร์แบบอัตโนมัติ 8 จังหวะ คลัทช์เปียก ไปไว้ทางด้านหลังเพื่อประสิทธิภาพการกระจายน้ำหนัก และส่งกำลังสู่ล้อขับเคลื่อนคู่หลัง ที่มาพร้อมลิมิเต็ดสลิปแบบกลไก โดย ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีแพลนที่จะจับคู่ขุมพลังบล็อคนี้กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด โดยการวางชุดเกียร์ไว้ทางด้านหลัง ยังมีข้อดีนอกจากเรื่องการกระจายน้ำหนักก็คือ สามารถจัดจางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ ถังน้ำมัน ในตำแหน่งที่มีความอิสระ และเอื้อประโยชน์ต่อการกระจายน้ำหนักของ Toyota GR GT ที่ดีมากขึ้น
Toyota GR GT มาพร้อมการออกแบบห้องโดยสารที่สะท้อนถึงความพิถีพิถันในการออกแบบ เพื่อให้ผู้ขับขี่ เป็นศูนย์กลางในการควบคุมตัวรถ ก่อนเติมความโดดเด่นด้วยการเลือกใช้หนังสีแท้สลับหนัง Suede สีแดง จับคู่กับเซ็ตพวงมาลัยที่มาพร้อมโลโก้ GR ตัดเย็บด้วยด้ายสีแดง และมี Paddle Shift สำหรับเปลี่ยนเกียร์มาให้ทางด้านหลัง ซึ่งมองทะลุเข้าไปจะเห็นมาตรวัดแบบ TFT ที่สามารถแสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Track Mode ที่ผู้ขับขี่สามารถเซ็ตค่าที่ต้องการเพื่อเลือกปรับได้จากบริเวณพวงมาลัย เช่น การปรับค่าของระบบควบคุมเสถียรภาพ รวมถึงกำลังของเครื่องยนต์ และน้ำหนักของการเบรกได้อย่างอิสระ
ด้าน Toyota GR GT3 ถือเป็นการต่อยอดจาก Toyota GR GT เพื่อใช้ในการแข่งขันโดยเฉพาะ ภายใต้กติการ Balance of Performance (BoP) ที่ได้การรองรับจาก FIA โดยจะมาพร้อมเครื่องยนต์ (ไม่มีระบบไฮบริดเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับรถ GT3 แบรนด์อื่นๆ) รวมถึงระบบรองรับที่ใช้งานร่วมกัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ หางหลังขนาดใหญ่ที่ช่วยสร้างแรงกดให้กับตัวรถได้มากขึ้น รวมถึงการปรับแอโร่ไดนามิคส์แพคเกจ พร้อมปรับเลย์เอาท์ของท่อไอเสียมาอยู่ในด้านข้าง โดยหากเทียบมิติ Toyota GR GT3 กับ GR GT จะพบว่า เวอร์ชั่นพร้อมแข่งนี้ มีความยาวที่กว่า กว้างกล่าว และเตี้ยกว่าอยู่เล็กน้อย โดยมีมิติรวมออยู่ที่ 2,050 x 4,785 x 1,090 มม. ส่วนล้อที่ใช้ปรับมาเป็นแบบ Center Lock จับคู่กับล้อ Magnesium Forged จาก Rays Engineering รัดด้วยยาง Michelin Pilot Sport เช่นเดียวกับภายในห้องโดยสาร ที่ขจัดชิ้นส่วนที่เกินจำเป็นออกไปทั้งหมด เพื่อให้ตัวรถมีน้ำหนักที่เบาลง (1,250 กก. เมื่อเทียบกับ Lexus RC-F GT3 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน) โดยคาดว่าอาจจะเริ่มใช้ลงทำการแข่งขันในฤดูกาล 2027 เป็นต้นไป ซึ่ง ณ ปัจจุบัน Toyota อยู่ในระหว่างการเตรียมแผนที่จะผลักดัน Gazoo Racing เข้าสู่การเป็น 1 ใน 5 ของแบรนด์หลักในเครือ ต่อจาก Toyota, Lexus, Daihatsu และ Century รวมถึงยังมุ่งเน้นที่จะเข้าร่วมในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก เริ่มต้นด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของทีม Haas Formula 1 ในชื่อ Toyota Gazoo Racing Haas F1 ในฤดูกาล 2026 เป็นต้นไป