ครั้งเมื่อ #ทีมขับซ่า เยือนกรุงปักกิ่ง (รวมถึง หางโจว อู่หู และเซียงไฮ้) ปลายหน้าร้อนที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากรถที่ใช้งานภายในประเทศจีน (เจอเยอะมากบนถนนในปักกิ่ง) รวมถึงรถที่โชว์อยู่ภายในงาน Auto China 2026 คือ แถบไฟสีเขียว (บริเวณด้านหน้าในตำแหน่งไฟเลี้ยว และในด้านท้าย) ที่ดูบรรดาค่ายรถจะพยายามนำเสนอ ซึ่ง แถบไฟสีเขียว นี้เอง เป็น สัญลักษณ์แสดงสถานะการขับขี่ในรูปแบบกึ่งอัตโนมัติ (Navigate on Autopilot หรือ NOA) ซึ่งโดยปกติมีการใช้งานในประเทศจีนอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว (เพียงแต่ที่ผ่านมา อาจจะยังดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง ในมาตรฐานเดียวกัน) ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา กฎหมายในประเทศจีน จึงมีการกำหนดว่า สำหรับรถที่ใช้ระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบกึ่งอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น Level 2+ จนถึง Level 3 จะต้องแสดงผลด้วยแถบไฟสีเขียว ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อให้ผู้ขับขี่โดยรอบ ผู้ร่วมใช้รถใช้ถนน รวมถึงคนเดินเท้า ได้รู้ว่า รถคันนั้นๆ กำลังขับขี่ด้วยระบบ NOA ซึ่งใช้ AI เป็นตัวประมวลผลแทนมนุษย์
โลกแห่งการขับขี่ เข้าสู่ยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมตัวรถ โดยเฉพาะในประเทศที่สามารถจัดระเบียบการใช้รถใช้ถนนของคนในชาติตัวเองได้อย่างจริงจัง เช่น ประเทศจีน (ซึ่งอาจจะดูห่างไกลจากที่เราเคยจินตนาการในอดีต) หลายๆ ค่าย พยายามพัฒนาระบบช่วยเหลือการขับขี่ของตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับความสะดวก แม่นยำ และช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ ยกตัวอย่างทางฝั่ง Geely Auto Group ที่มีการพัฒนาระบบการขับขี่ที่เรียกว่า G-ASD (Geely Afari Smart Driving) ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยระบบ G-ASD เป็นการยกระดับระบบช่วยเหลือการขับขี่อัตโนมัติสู่ระดับ Level 3 และ 4 โดยใช้ Smart AI ซึ่งประมวลผลด้วยชิพเซ็ตประสิทธิภาพสูง เช่น NVIDIA Orin-X และ Drive Thor-U ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์รูปแบบต่างๆ รอบคัน ไม่ว่าจะเป็น Lidar (มากที่สุดถึง 5 ตำแหน่ง สำหรับ G-ASD ระดับ H9 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูงสุด ณ ปัจจุบัน), Radar, Camera รวมถึง Ultrasonic Sensor (รวมกว่า 43 จุด) เพื่อประมวลผลข้อมูลการขับขี่แบบเรียลไทม์เพื่อให้ผู้ขับขี่วางแผนการเดินทางในรูปแบบ End-to-End จากจุดเริ่มต้น ไปยังจุดหมาย โดยลดภาระของผู้ขับขี่ให้ได้มากที่สุด

Eva Cab เทคโนโลยีขนส่งไร้คนขับ Robotaxi ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยระบบ G-ASD เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2027
G-ASD ไม่ได้เน้นการใช้งานเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น ด้วยความที่ Geely Auto Group เป็นเครือผู้ผลิตรถยนต์ที่ถือครองแบรนด์ชั้นนำมากมาย ณ ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Volvo, Lotus, Smart รวมถึง Zeekr การพัฒนาของระบบ G-ASD จึงเป็นการนำพฤติกรรมของผู้ขับขี่จากทั่วโลก World Action Model (WAM) มาใช้ โดยประมวลผลทั้งจาก Vision-Language-Action การมองเห็น การใช้ภาษา การใช้ท่าทาง รวมถึงพฤติกรรมการขับขี่ของผู้คนในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก ที่ผ่านการเก็บข้อมูลอย่างเข้มข้น เพื่อให้ตัวระบบสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นธรรมชาติและใกล้เคียงการตอบสนองของมนุษย์มากที่สุด

เมื่อเปิดใช้งานระบบ Navigate on Autopilot (หรือ Navigation Zeekr Pilot) รวมถึงระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ไฟแสดงสถานะสีเขียว จะติดขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนโดยรอบได้รู้ว่า ตัวรถกำลังควบคุมด้วย AI
ด้วยความที่เห็นของระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบ (กึ่ง) อัตโนมัติ ในจีน มีความก้าวล้ำขนาดนี้ #ทีมขับซ่า จึงอยากท้าทายระบบ โดยขอให้ทีม Instructor ท้องถิ่น สาธิตวิธีการทำงานแบบเต็มๆ ของระบบ NOA (Navigate on Autopilot) ใน Zeekr 9X (ใน Zeekr จะเรียกระบบนี้ว่า NZP หรือ Navigation Zeekr Pilot) รถอเนกประสงค์แบบ 6 ที่นั่ง รุ่นเรือธงในค่าย โดยการทำงานทดลองระบบในครั้งนี้ เป็นการทดลองบนถนนจริงกลางกรุงเซียงไฮ้ ในเส้นทางที่สภาพจราจรค่อนข้างจะแออัด (เวลาที่เริ่มทดสอบระบบ คือ 16.30 น.) และสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ เมื่อขึ้นรถแล้ว ทาง Instructor ระบุจุดหมายพร้อมกดสตาร์ท เพื่อให้ระบบเริ่มนำทาง ไฟสีเขียวแสดงสถานะการทำงานของระบบ NOA จะปรากฏขึ้นรอบตัวรถ (ด้านหน้าและหลัง รวมถึงบริเวณกระจกมองข้าง) เพื่อให้ผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนได้รู้

ตัวรถสามารถเปลี่ยนเลน หรือเร่งแซงได้อัตโนมัติตามความเร็วที่ตั้งไว้ เมื่ออยู่ในคอนดิชั่นที่เหมาะสม (และไม่เกินความเร็วที่กำหนดในแต่ละพื้นที)
NOA (Navigate on Autopilot) จะทำงานกับแผนที่นำทางความละเอียดสูงภายในตัวรถ โดยประมวลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ (ปรากฎเป็นแถบสีตามความแออัดของสภาพจราจร) พร้อมทั้งลิ้งค์ข้อมูลกับเครือข่ายไฟจราจรภายในประเทศ นั่นทำให้ในขณะที่เราเปิดใช้งานระบบ (รวมถึงการเปิดใช้แผนที่นำทาง) เราสามารถดูได้ว่า สัญญาณไฟจราจรด้านหน้า เหลือเวลา Count Down เท่าไหร่ เพื่อให้ตัวรถประเมินการใช้ความเร็วและสามารถหยุดรถได้อย่างนุ่มนวล (ซึ่งเนียนกว่าหลายคนขับเองเสียด้วยซ้ำ) การรักษาช่องเลน แม้ว่าจะเป็นเส้นเลนที่มีการเปลี่ยนทิศทาง ตัวรถทำได้อย่างแนบเนียน โดยไม่สร้างความหวาดผวาให้กับผู้ร่วมใช้รถใช้ถนน ในทำนองเดียวกัน ขณะที่เจอสถานการณ์รูปแบบต่างๆ ตัวรถจะประมวลผล พร้อมตอบสนองโดยเน้นความปลอดภัยและความนุ่มนวล เช่น ในขณะที่มีรถแทรกเข้ามาในขณะเคลื่อนที่ ตัวรถจะค่อยๆ ลดความเร็ว เพื่อให้รถด้านข้างเข้ามาในเลนอย่างปลอดภัย (ตัวรถสามารถจับสัญญาณไฟ เช่น ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ผ่านการทำงานของ Camera Sensor ซึ่งช่วยให้การประเมินสถานการณ์ ทำได้อย่างละเอียดมากขึ้น) รวมถึงในขณะที่ต้องการแซง หรือเปลี่ยนเลน ตัวรถจะประมวลผลการจราจรแวดล้อม เพื่อช่วยในการแซงหรือเปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัย

ถ้าสังเกต…จะเห็นว่ารถด้านหน้ามีไฟเบรกติดขึ้นมา (ไฟเลี้ยวก็เช่นกัน) งานนี้ยกเครดิตให้ Camera Sensor ไปเลย

แม้จะเป็นสัญญาณไฟเขียว แต่หาก Detect ได้ว่า กำลังมีคนเดินข้ามถนนอยู่ ตัวรถจะรอจนกว่าจะปลอดภัย แล้วจึงค่อยออกตัว
ความน่าสนใจในการทำงานของระบบ Navigate on Autopilot คือ ความสามารถในการคิด ประมวลผล และการตอบสนองที่ใกล้เคียงมนุษย์ บ่อยครั้งที่เราได้เจอรูปแบบการขับขี่ที่ต้อง “ตัดสินใจ” เช่น ขณะจอดรถติดไฟแดง แล้วกำลังมีคนข้ามถนนบริเวณทางม้าลายที่อยู่ด้านหน้า เมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นไฟเขียว รถที่ใข้ระบบ NOA จะยังไม่ออกตัวตอนนั้นเดี๋ยวนั้น แต่จะรอให้คนเดินข้ามถนนจนอยู่ในระยะที่ปลอดภัย ระบบจึงอนุญาตให้รถออกตัว หรือ ในขณะที่กำลังจะเลี้ยวผ่านทางม้าลาย หาก Detect ได้ว่า กำลังจะมีคนหรือจักรยานข้ามผ่าน ตัวรถจะชลอความเร็วให้โดยอัตโนมัติ ก่อนที่จะเลี้ยวผ่านเมื่อเห็นว่าปลอดภัย และเช่นเดียวกัน หากกำลังจะผ่านไม้กั้น ตัวรถจะชลอความเร็วเพื่อให้ผู้ขับขี่รับบัตรผ่าน (หรือสแกนป้ายทะเบียน) รอจนไม้กั้นเปิด จึงจะเดินทางต่อไปยังจุดหมาย เป็นต้น ซึ่งเมื่อถึงจุดหมาย ตัวรถจะแสดงผังที่สามารถจอดรถได้ เพื่อให้ผู้ขับขี่เลือก ว่าต้องการจะจอดในจุดไหน และเมื่อเปิดให้ระบบทำงาน ตัวรถจะเข้าจอดโดยอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อเข้าจอดเรียบร้อย ไฟสีเขียวแสดงสถานะการทำงานของระบบ NOA จะดับลงโดยอัตโนมัติ

เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย ระบบจะหาจุดจอด พร้อมแสดงตำแหน่งให้ผู้ขับขี่ได้เลือก เพื่อใช้ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ
นี่คือ การทำงานของ Navigate on Autopilot ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (กึ่ง) อัตโนมัติ Level 3 สาเหตุที่เรียกว่า กึ่ง เพราะ…แม้ว่าจะระบบสามารถช่วยเหลือการขับขี่ได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่อย่างไรก็ตาม ระบบมีการแจ้งเตือนเป็นระยะ เพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับสภาพจราจรอย่างต่อเนื่อง มีการขึ้นเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่จับพวงมาลัยในบางช่วง (ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวรถขับเองแบบเต็มระบบ เพื่อเน้นย้ำในเรื่องความปลอดภัย)
ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากเทคโนโลยีการประมวลผลที่ชาญฉลาดแล้ว สิ่งที่ทำให้ระบบ NOA สามารถทำงานได้อย่างลมบูรณ์ คงหนีไม่พ้น วินัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งหากทุกคนเข้าใจและปฏิบัติได้ตรงกันตามเงื่อนไขที่วางไว้ ระบบก็จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ บนพื้นฐานของความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้ (ในระดับที่ควรจะเป็น) แต่หากคนในชาติยังขาดวินัย ใช้รถใช้ถนนโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ต่อให้มีระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ก้าวล้ำขนาดไหน ก็คงไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ที่ช่วยยกระดับสังคมการขับขี่ได้อย่างที่หลายๆ คนตั้งใจอยากให้เป็น !













