การเลือกใช้ฐานการผลิตในประเทศไทย ของรถในตระกูล Iconic ของแบรนด์อย่าง Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 ในฐานะ Global Model ถือว่ามีข้อดีในหลายๆ จุด อย่างแรกแน่นอนว่า นี่คือ สิ่งยืนยันถึงความไว้วางใจที่บริษัทแม่ Mitsubishi Motor Corporation มีให้กับโรงงานในประเทศไทย (อย่าลืมว่า…นี่คือ รถลุยระดับตำนานของแบรนด์ ซึ่งว่ากันตามเนื้อผ้า ความทรงคุณค่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับซีดานสมรรถนะสูงอย่าง Evolution) อีกทั้งยังทำให้ “คนไทย…เป็นลูกค้ากลุ่มแรกในโลก ที่จะได้สัมผัสและครอบครอง Mitsubishi Pajero” ในทันที่ที่เปิดตัวในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ (ก่อนที่จะส่งออกไปยังออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ในลำดับต่อไป) โดย ณ ปัจจุบัน รถล็อตแรกอยู่ในช่วงเดินสายการผลิตอย่างเข้มข้น ณ โรงงานของมิตซูบิชิ ที่ แหลมฉบัง จ.ชลบุรี โดยมีกำลังการผลิตระดับ 6-700 คัน/เดือน แม้จะต่ำกว่าเป้าที่ Mitsubishi ตั้งเป้าการขายไว้ที่ 1,000 คัน/เดือน แต่อย่างไรก็ตาม…กำลังการผลิตของ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม ซึ่งอ้างอิงจากความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ
คลายทุกข้อสงสัย…ก่อนเริ่มทดลองขับ
ก่อนที่จะได้สัมผัสตัวเป็นๆ หลายๆ คนตั้งข้อสงสัยกับ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 กันไปต่างๆ นานา ทั้งเรื่องพื้นฐานของตัวรถ ดีกรีความเป็นรถระดับตำนาน แนวทางในการทำตลาด ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก (คนไม่รู้..ล้วนสงสัยกันได้ ไม่มีผิด-ถูก) แต่จากที่ได้คลุกคลีกับตัวรถเกือบ 2 วัน #ทีมขับซ่า ได้คำตอบที่น่าสนใจในหลายๆ จุด ทั้งในแง่คุณสมบัติโดยรวมของตัวรถ รวมถึงทิศทางการทำตลาด ซึ่งจะขอพูดถึงเป็นส่วนแรก โดยการมาของ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 ไม่ได้หมายความว่า รุ่นที่ทำตลาดเดิมอย่าง Mitsubishi Pajero Sport จะล้มหายตายจากไปไหน แต่จะเป็นการทำตลาดร่วมกัน โดยเน้นจะเน้นการปรับรายละเอียดของ Pajero Sport ให้เป็นรถอเนกประสงค์ที่เข้าถึงง่าย ออพชั่นเหมาะสม ในระดับราคาที่คุ้มค่า และเลือกที่จะลดรุ่นในการทำตลาดเหลือเพียง 1 รุ่นย่อย ในระยะ 3-4 ปี ต่อจากนี้ (ยอดขาย ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 150 คัน/เดือน) ส่วนพี่ใหญ่อย่าง Mitsubishi Pajero อย่างที่หลายคนทราบอยู่ก่อนแล้ว คือ จะทำตลาดใน 3 รุ่นย่อย ประกอบไปด้วยรุ่นเริ่ม GLS, รุ่นกลาง GSR และรุ่นท็อป Super Exceed ซึ่งเป็นรุ่นเดียวในไลน์อัพ ที่จะมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super All Wheel Control (S-AWC) ถือเป็นรุ่นความหวัง ที่ทาง Mitsubishi วางอัตราส่วนในการขายไว้มากกว่า 80% ซึ่งก็ไม่แปลก ด้วยความเป็นหนึ่งใน Iconic ของวงการรถขับเคลื่อนสี่ล้อสายลุยมาอย่างยาวนาน
วัสดุและสัมผัสที่แตกต่าง ยกระดับตัวรถได้ทันทีที่ได้เห็น !
ทันทีที่ผู้เขียนจาก #ทีมขับซ่า ได้สัมผัสตัวเป็นๆ ของ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 เป็นครั้งแรก ก็ได้คำตอบที่หลายๆ คนสงสัย พร้อมเข้าใจในเส้นแบ่งระหว่างความเป็น Pajero และ Pajero Sport ได้แบบไม่ต้องใช้เวลาพิจารณามากนัก ซึ่งสิ่งที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น คือ การเลือกใช้วัสดุที่ทำให้เห็นถึง “ความตั้งใจ” ในการพัฒนาและออกแบบ ซึ่งนี่ไม่ใช่รถที่เน้นสมรรถนะในการลุยออฟโร๊ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นรถที่ให้ความสำคัญกับสัมผัสภายในห้องโดยสารในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน ทั้งการเลือกใช้วัสดุหนัง Semi Aniline ที่โดยปกติจะพบแค่ในรถระดับไฮเอนด์ค่าตัว 3 ล้านอัพ พร้อมการตัดเย็บอย่างละเอียด โดยใส่แนวคิดยุบยิบในความเป็น Japanese Detail เข้าไป ในส่วนของท่อนบนที่เป็นผิวสัมผัส เลือกใช้วัสดุบุนุ่มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแผงประตู คอนโซล ซึ่งเป็นแบบนี้ทั้งในตอนหน้าและหลัง ไม่มีอาการยัดไส้แบบที่เห็นได้บ่อยครั้งสำหรับรถยุคนี้ จะเพียงพอหรือไม่…ที่ทำให้ผู้ใช้แยกเส้นแบ่งความต่างของ Mitsubishi Pajero กับรถอเนกประสงค์ในค่ายที่เคยได้สัมผัสมา อันนี้คงไม่สามารถตอบได้ แต่สำหรับผู้เขียน นี่คือ หนึ่งในส่วนสำคัญ ซึ่งอย่างน้อยๆ สะท้อนให้เราเห็นถึงความตั้งใจในการออกแบบรถคันนี้
แม้จะใช้รูปแบบจอที่ดูทันสมัย แต่อินเตอร์เฟสในภาพรวม ยังคงเข้าใจง่าย และมี Hard Switch ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้มาให้ครบๆ
อินเตอร์เฟสทันสมัย จับต้อง สั่งการได้ง่าย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ
ความน่าชื่นชมอีกอย่างหนึ่ง แม้ว่า Mitsubishi Pajero จะมาพร้อมหน้าจอความละเอียดสูง (14.3 นิ้ว ในรุ่น Super Exceed และ 12.3 นิ้ว ในรุ่น GSR และ GLS) ที่เป็นเสมือนศูนย์รวมสั่งการฟังค์ชั่นต่างๆ แต่ยังคงไม่ลืมที่จะใส่ปุ่ม Hard Switch ต่างๆ เพื่อใช้ควบคุมฟังค์ชั่นที่จำเป็น หรือถูกเรียกใช้งานบ่ยอครั้งมาให้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ทำความเข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องเข้าเมนูลึกๆ เพื่อเรียกใช้งานฟังค์ชั่นต่างๆ เช่น การปรับแอร์ (ระบบปรับอากาศแบบ 3 โซน), ปรับระดับเสียง, เลือกโหมดขับเคลื่อน, เปิด-ปิด หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ โดยเฉพาะในยามขับขี่ ระบบชาร์จไฟและเชื่อมต่อต่างๆ มีมาให้แบบจุใจ โดยติดตั้ง USB Type C มาให้ถึง 6 ตำแหน่ง (27W x 4 และ 15W สำหรับเบาะแถวที่ 3) รวมถึงยังมีไวร์เลสชาร์จ, จุดเชื่อมต่อไฟ 12 และ 220 โวลต์ มาให้ด้วยเช่นกัน มีจุดขัดใจเล็กๆ เพียงสวิตช์ไฟเก๋งในตอนหน้า ที่ทำสวิตช์แบบสัมผัสแยก แทนที่จะแตะที่ไฟแล้วติดขึ้นมาให้เลยเหมือนกับตอนหลัง (บางทีก็แอบไม่เข้าใจความคิดละเอียดของ Mitsu จริงๆ อาจไม่ได้มีปัญหาในการใช้งาน แต่มันเป็นทำให้เกิดความสงสัย) แต่ที่แน่ๆ คือ สิ่งนี้เชื่อว่าคุณแม่บ้านคงถูกอกถูกใจกับไฟแต่งหน้า LED รอบกระจก ที่สามารถปรับความสว่างได้ถึง 3 ระดับ นอกจากนี้ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 ยังมาพร้อมระบบการบันทึกตำแหน่งของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งไม่ใช่แค่การบันทึกแค่ตำแหน่งการนั่งของเบาะเท่านั้น แต่ยังสามารถบันทึกตำแหน่งของพวงมาลัย (ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง) รวมถึงตำแหน่งกระจกมองข้าง และค่าที่เซ็ตไว้ในเมนู เช่น ภาษา ได้อีกด้วย ถือเป็นความใส่ใจผู้ใช้ สมกับความเป็นรถในรูปแบบ Global Model อย่างแท้จริง
เบาะ + พนักพิงศีรษะ ค่อนข้างแข็ง ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยระดับนานาชาติ (เสียงไฟเลี้ยวที่ไม่ค่อยคุ้นหูก็เช่นกัน)
เบาะปรับได้หลากหลายรูปแบบ พับเรียบ เลื่อนได้ และนุ่มสบายมากในคู่หน้า…ซึ่งต่างกับคู่หลัง
เบาะนั่งของ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 ทุกรุ่นที่ทำตลาดในประเทศไทย มาในรูปแบบ 7 ที่นั่ง ซึ่งสามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้อย่างหลากหลาย โดยเบาะตอนที่ 2 สามารถพับได้แบบ 60:40 พร้อมฟังค์ชั่นปรับเอนได้มากกว่า 8-9 ระดับ และเลื่อนหน้า-หลัง ได้อีก 150 มม. เพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารตอนหลัง ส่วนเบาะแถวที่ 3 มาในรูปแบบแบ่งครึ่ง สามารถพับราบได้แบบ 50:50 ซึ่งรับกับเบาะแถวที่ 2 ทำให้สามารถพับราบเพื่อเพิ่มพื้นที่ในยามที่ต้องเดินทางพร้อมสัมภาระได้อย่างสบายๆ อันเป็นคุณสมบัติที่เราแทบไม่เคยเห็นมาก่อนในรถรูปแบบ Body on Frame หรือรถในรูปแบบ 7 ที่นั่ง เช่นนี้ ฟีลลิ่งการนั่ง เบาะคู่หน้าให้ความนุ่มและสัมผัสของหนังคุณภาพสูงที่น่าประทับใจ พร้อมฟังค์ชั่นเป่าลมและการตัดเย็นใส่ดีเทลอย่างประณีต มือจับต่างๆ ออกแบบและวางตำแหน่งได้ใช้งานได้จริง และใส่เอกลักษณ์ความเป็น Pajero ไว้อย่างน่าสนใจ วัสดุบุนุ่มรอบตัว คือ พระเอกคนสำคัญที่ทำให้รถคันนี้ดูแพงอย่างรู้สึกได้ ในทำนองเดียวกัน ห้องโดยสารตอนหลังจัดลูกเล่นมาให้แบบครบครัน เช่น แผงควบคุมระบบปรับอากาศ มีจุดติดตั้ง Accessory มาให้ แสดงถึงความตั้งใจในการออกแบบได้มากยิ่งขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสังเกต คือ ระดับความนุ่มของเบาะตอนหลัง ค่อนข้างขัดแย้งกับเบาะคู่หน้าอย่างชัดเจน ซึ่งจากที่สอบถามกับทางทีมวิศวกรของ Mitsubishi ได้คำตอบว่า Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 เป็นรถที่ออกแบบมาสำหรับทำตลาดในฐานะ Global Model ซึ่งต้องออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับนานาชาติ (ในที่นี้หมายถึง Euro NCAP และ Australian NCAP) พนักพิงของเบาะ (สำหรับการติดตั้ง Child Seat) ต้องออกแบบให้มีการยุบตัวที่ต่ำเพื่อลดการบาดเจ็บหากเกิดการกระแทก จึงเป็นเหตุผลที่ต้องทำพนักพิงหลัง รวมถึงพนักพิงศีรษะของผู้โดยสารตอนหลังให้แข็งกว่าเบาะโดยสารคู่หน้า
ระบบเสียงระดับ Ultimate เลเวลสูงสุดของแบรนด์ Yamaha
สำหรับตัวผู้เขียน (ที่ชอบสไตล์การขับขี่แบบ…โตบนรถ) หากถามว่าชอบอะไรที่สุด ภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 ผมคงตอบไปว่า ชอบการเซ็ตระบบเสียงของ Yamaha (ชอบระดับที่ว่า หากนี่เป็นรถไฟฟ้า หรือ PHEV ที่ไม่ได้ปล่อยมลพิษขณะจอดนิ่ง คงจอด On ระบบแล้วใช้ชีวิต นั่งทำงานในรถแบบทั้งวันได้แบบสบายๆ) โดยการมาของระบบเสียง Yamaha ใน Mitsubishi Pajero ไม่ได้เป็นเพียงการนำแอมปลิฟายเออร์ และลำโพงอีก 12 ตัว (ใช้ลำโพงแบบ 1 Way ทั้ง Treble, Bass และ Subwoofer ทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้เสียงที่มีคุณภาพระดับสูงสุด) มาติดตั้งแบบแค่ใส่ให้ครบภายในรถเท่านั้น แต่หากเป็นการวางตำแหน่ง ออกแบบและบุแผงประตู รวมถึงองประกอบรอบข้างเพื่อให้สอดคล้องกับเสียง เพื่อลดการสั่นสะเทือนที่จะเกิดขึ้น อันจะส่งผลต่ออาการอื้ออึง หรือเสียงที่สั่งเบลอ โดยเฉพาะในขณะที่เปิดในระดับความดังสูงๆ นอกจากนี้แล้ว หลายๆ คนคุ้นเคยและยอมรับในคุณภาพของเครื่องเสียง Dynamic Sound Yamaha Premium ใน Mitsubishi XForce แต่สิ่งที่ถูกติดตั้งมาใน Mitsubishi Pajero นั้นเหนือขึ้นไปอีกขั้น (ซึ่งเป็นคุณภาพเสียง Level สูงสุดของแบรนด์ Yamaha) ด้วย Dynamic Sound Yamaha Ultimate ที่ใช้ชิพเซ็ตคุณภาพสูงสุด ทำให้การถอดรหัส แยกแยะเสียงในความถี่ต่างๆ ทำได้อย่างแม่นยำมาก ซึ่งส่งให้เสียงเพลงใน Mitsubishi Pajero ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา สดใส รายละเอียด และให้ความเป็นดนตรีที่เพลิดเพลินมากกว่ารถในระดับใกล้เคียงกัน รวมถึงสามารถปรับระดับเสียงได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยอ้างอิงจากความเร็วรถ, การชดเชยเสียงเมื่อนตก รวมถึงการชดเชยเสียงตามแรงลม ซึ่งเชื่อว่า…นี่จะเป็นหนึ่งในฟังค์ชั่นที่ถูกอกถูกใจสาย Hifi Lover อย่างแท้จริง
ขุมพลังเจนเนอเรชั่นใหม่ ยืดช่วง Power Band ให้กว้างขึ้น
Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมขุมพลังบล็อค 4N-16 SHP เจนเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ทั้งในแง่พละกำลัง อัตราการบริโภคเชื้อเพลิง รวมถึงการปล่อยมลพิษ ที่รองรับมาตรฐานไอเสียระดับ Euro 5 ด้วย Dual Loop EGR แบบ High และ Low Pressure โดยยังไม่ต้องพึ่งพา AdBlue และรองรับเชื้อเพลิงได้ถึง B20 ในด้านพละกำลัง ปรับการทำงานของเทอร์โบแปรผัน VGT เน้นการตอบสนองในช่วงกว้าง ทำงานร่วมกับอินเตอร์คูลเลอร์แบบ Water to Air (อินเตอร์ฯ น้ำ) เน้นความเสถียรสำหรับการใช้งานอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง โดยให้แรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 1,750-2,500 รอบ/นาที พร้อมกับแรงม้า 204 ตัว ที่ 3,500 รอบ/นาที จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เน้นความต่อเนื่องของช่วง Power Band ตามเทรนด์ของรถยุคใหม่ ที่เน้นลบข้อจำกัดการใช้งาน โดยเฉพาะเรื่องความต่อเนื่องของพละกำลัง รวมถึงแรงบิดในรอบต่ำ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะพบปัญหากับรถที่มาพร้อมความจุเครื่องยนต์ในระดับต่ำ-กลาง
204 แรงม้า กับ 480 นิวตัน-เมตร อาจไม่ใช่ตัวเลขระดับหัวแถว แต่หากไม่ได้เน้นทีเด็ดทีขาดระดับนั้น กำลังระดับนี้ ถือว่าตอบโจทย์ทุกการใช้งานแล้ว
ไม่ได้แรงสุด แต่สำหรับสายชิลล์ เท่านี้ คือ ไปได้ทุกที่ !
ดูจากตัวเลขพละกำลัง คงพอเดาฟีลลิ่งการตอบสนองเครื่องยนต์ของ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 กันได้ไม่ยาก แน่นอนว่าหากเทียบกับรถในรูปแบบเดียวกัน ระดับพละกำลังรวมถึง “ความเล่นใหญ่” จะถูกแบ่งออกเป็น 2-3 กลุ่ม อย่างชัดเจน คือ 1.กลุ่มใช้งานทั่วไป ไม่เน้นอะไรเลย แต่มีครบ, 2.กลุ่มเต็มทุกอย่าง ออพชั่นครบ ขุมพลังหลุดโลก สุดแบบไม่สนปัจจัยแวดล้อมใดๆ กับกลุ่มที่ 3 จัดเต็มความหรูหรา ออพชั่นและระบบความปลอดภัยครบ ขุมพลังอยู่ในระดับพอไปวัดไปวา ภาระรอบตัวไม่สูงเกินระดับการใช้งาน โดยส่วนตัวผู้เขียนจัด Mitsubishi Pajero ไว้ในกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เน้นใช้งานจริงกับสิ่งที่สัมผัสได้ ไม่ได้ต้องการตัวเลขไว้คุย แต่เน้นภาพรวมที่ลงตัวในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการใช้งานที่สะดวกสบาย ซึ่งหลังจากที่ได้ทดลองขับ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 แบบพอหอมปากหออมคอก็ตามนั้นเลย เรื่องทีเด็ดทีขาด คงสู้รถในกลุ่มขุมพลังบล็อคโต 2.8-3.0 ลิตร ที่มีกำลังเกิน 220 แรงม้า กับแรงบิดทะลุ 550 นิวตัน-เมตร ขึ้นไปได้ยาก (กลุ่มนั้นตอบสนองได้สุด และหวังผลได้เหนือกว่ามาก โดยเฉพาะในช่วงความเร็วสูง หรือการต้องเจอกับเส้นทางที่มีความชันมากๆ)
Mitsubishi Pajero เทียบอัตราเร่งกับรถในระดับใกล้เคียงกัน
| อัตราเร่ง (วินาที) | Mitsubishi Pajero 2.4T 8AT | Tank 500 3.0T 9AT | Everest Platinum 2.0T 10AT | Fortuner GR Sport 2.8T 6AT | Mu-X RS 3.0T 6AT |
| 0-40 กม./ชม. | 3.50 | 2.98 | 3.21 | 3.42 | 3.02 |
| 0-60 กม./ชม. | 5.48 | 4.91 | 5.49 | 5.46 | 4.98 |
| 0-80 กม./ชม. | 8.17 | 7.21 | 8.59 | 8.03 | 7.62 |
| 0-100 กม./ชม. | 11.78 | 10.17 | 12.70 | 11.39 | 11.02 |
| 0-120 กม./ชม. | 16.38 | 14.20 | 18.80 | 15.39 | 15.15 |
| 0-140 กม./ชม. | 22.14 | 19.91 | 27.49 | 20.81 | 20.96 |
| 60-80 กม./ชม. | 2.76 | 2.30 | 3.10 | 2.56 | 2.86 |
| 80-120 กม./ชม. | 7.98 | 7.09 | 10.22 | 7.35 | 7.83 |
| 100-120 กม./ชม. | 4.59 | 4.09 | 6.10 | 4.12 | 4.43 |
| ควอเตอร์ไมล์ | 18.48 วิ. @ 128.0 กม./ชม. | 17.54 วิ. @ 132.5 กม./ชม. | 18.82 วิ. @ 120.3 กม./ชม. | 18.14 วิ. @ 131.2 กม./ชม. | 17.95 วิ. @ 129.4 กม./ชม. |
อาการสะอึกจากการเปลี่ยนเกียร์ในช่วงก่อนหยุดนิ่ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ #ทีมขับซ่า ได้ทดลอง Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 ภายใต้คอนดิชั่นการขับขี่ที่หลากหลาย พบว่า การตอบสนองของตัวรถถือว่ามีความเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ค่อนข้างสูง มาในทำนอง Linear เติมความเร็วแบบขึ้นได้เรื่อยๆ ไม่ถึงกับดุดัน หนักแน่น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกขาดหาย สำหรับช่วงความเร็วต่ำในเมือง รถติดสลับหยุดนิ่ง ออกตัวไฟแดงบ่อยครั้ง รวมถึงการต้องเพิ่มความเร็วเพื่อไล่กลุ่มหน้าให้ทันขบวน การทำงานของเกียร์ 8 สปีด เวลาที่เพิ่มความเร็ว ทำได้ค่อนข้างสมูท มีรอยต่อบ้างแบบไม่ได้รู้สึกติดใจอะไร (อัตราสิ้นเปลืองในช่วงนี้ อยู่ที่ 10.5 กม./ลิตร สำหรับรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งอยู่ในระดับที่เข้าใจได้ เมื่อเทียบกับลักษณะการขับขี่) มีอยู่ 1-2 อย่าง ที่รบกวนจิตใจในยามขับขี่อยู่บ้างก็คือ จังหวะที่เบรกจนรถเกือบหยุดนิ่ง ที่ความเร็วประมาณ 10-5 กม./ชม. จะมีอาการสะอึกจากการปรับตำแหน่งเกียร์ลงต่ำเล็กน้อย ซึ่งรู้สึกได้ทุกครั้งในยามที่ชะลอความเร็วจนเกือบหยุดนิ่ง เช่น ในขณะที่รถติดต่อเนื่อง หรือเวลาที่กำลังจะเข้าไฟแดง เป็นต้น หากปรับการทำงานของการลดเกียร์ให้เนียนกว่านี้ เชื่อว่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้ได้อีกหลายขุม (นี่ไม่ใช่ปัญหาที่มีเฉพาะใน Mitsubishi Pajero เท่านั้น แต่หากค่ายอื่นที่ใช้ระบบส่งกำลังแบบเกียร์มากจังหวะ ก็มักจะมีอาการในทำนองเดียวกัน)
เก็บเสียงรอบข้างได้ดีมาก เว้นแต่เวลาเร่งรอบสูง…เสียงเครื่องยนต์ชัดมากเช่นกัน
กับอย่างที่ 2 คือ แม้ว่าตัวรถจะเก็บเสียงได้ค่อนข้างน่าประทับใจ กับการบุ Acoustic Isolator ที่ Firewall, ซุ้มล้อ และแผงประตู มาอย่างพิถีพิถัน รวมถึงการใช้กระจก Acoustic Glass มาให้ถึง 5 บาน แต่หากเค้นรอบเครื่องในระดับที่สูงเกิน 2,500 รอบ/นาที ขึ้นไป เสียงเครื่องยนต์ยังคงเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารเป็นจังหวะค่อนข้างชัด (ทีมเทคนิคของทาง Mitsubishi แจ้งว่าเป็นเสียงการทำงานของระบบบำบัดไอเสีย ที่ยิ่งใช้รอบสูง ก็ต้องเร่งเพิ่มอุณหภูมิในการเผาไหม้ เพื่อเจือจางไอเสียได้ทันกับปริมาณที่ปล่อยออกมา) โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเร่งเพื่อไต่ทางชัน ช่วงแม่ริม – ม่อนแจ่ม – สะเมิง ซึ่งอย่างไรแล้ว กับทางชันๆ แบบนี้ Mitsubishi Pajero ยังคงให้การตอบสนองที่ดีและเพียงพอสำหรับการใช้งาน การเลือกกลับมาจับคู่กับเกียร์แบบ 8 สปีด ช่วยลดช่องว่างของย่าน Power Band ที่หายไป โดยเฉพาะในรอบต่ำๆ (ซึ่งเป็นรองเครื่องบล็อคใหญ่ ที่แรงบิดมาเต็มตั้งแต่ 1,400 รอบ/นาที ค่อนข้างชัดเจน) ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอัตราสิ้นเปลืองสำหรับการขึ้นทางชัน ดันเนินต่อเนื่องด้วย Mitsubishi Pajero รุ่น GSR ขับเคลื่อนสองล้อ อยู่ที่ 8.8 กม./ลิตร อาจไม่ได้เป็นตัวเลขที่สวยมากนัก แต่กับสภาพเส้นทางที่เป็นเขาสูงชันต่อเนื่อง นี่อาจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ใช้ในการตัดสิน กินตามที่เหยียบ…แค่นั้นเอง
นอกจาก Diff Lock ที่ล้อคู่หลังแล้ว Pajero ยังมาพร้อม Active LSD ที่ช่วยลดการหมุนฟรีในล้อคู่หน้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะ เพื่อให้ผ่านอุปสรรคได้ง่ายมากขึ้น
อีกขั้นของประสิทธิภาพการขับขี่แบบ Off Road ด้วย Super All Wheel Control
การบ้านข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อสำคัญลำดับต้นๆ ของ Mitsubishi คือ พวกเขามีของดี (มากๆ) อยู่ในมือ แต่ยังไม่สามารถสื่อสารให้ผู้ใช้เข้าใจได้อย่างที่ควรจะเป็น ตั้งแต่ในยุคของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD-II ใน Triton และ Pajero Sport ซึ่งใน Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 มีการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับเคลื่อนในทุกสภาวะขึ้นไปอีกขั้น โดยมาในชื่อ Super All Wheel Control อันเป็นการผสานการทำงานระหว่างระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD-II กับระบบควบคุมเสถียรภาพ Active Yaw Control และ Terrain Mode 7 รูปแบบ ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์และอุปสรรคที่ต้องเจอ
ปรับความเร็วของล้อด้านนอกและในโค้งให้เหมาะสมกับทิศทางที่ต้องการไป หัวใจหลักในการทำงานของ Active Yaw Control
Super Select 4WD-II + Active Yaw Control
รถขับเคลื่อนสี่ล้อในกลุ่ม SUV หรือ PPV ทั่วไป จะมาพร้อมระบบขับเคลื่อนที่แยกระหว่างการขับเคลื่อนสองล้อ (2H) และสี่ล้อ (4H และ 4L ซึ่งทั้งคู่ ล้วนไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานบนถนนที่มี Traction สูง เนื่องจากจะทำให้ควบคุมรถได้ยากจากอาการขืน และมีโอกาสเกิดการสึกหรอมากกว่าการขับขี่ในสภาพพื้นผิวที่มี Traction ต่ำ) ไว้อย่างชัดเจน แต่สำหรับระบบ Super Select 4WD-II ของ Mitsubishi ถือเป็นการผสานความโดดเด่นและความง่ายในการเลือกใช้งานของระบบขับเคลื่อน โดยนอกจากจะสามารถใช้งานในโหมด 2H ที่ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลังแบบ 100% แล้ว ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกใช้งานโหมด 4H สำหรับการขับขี่ที่ต้องการประสิทธิภาพในการยึดเกาะที่สูงขึ้น เช่น การขับขี่ในเส้นทางคดเคี้ยว นตก ถนนลื่น ระบบจะกระจายกำลังไปยังล้อทั้ง 4 อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะตามสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันออกไป โดยใน Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 สามารถกระจายกำลังขับเคลื่อนในอัตราสูงสุดที่ 40% ทางด้านหน้า และ 60% ที่ล้อคู่หลัง อย่างไรก็ตาม สำหรับการขับขี่ในรูปแบบออฟโร๊ด ที่ต้องการประสิทธิภาพการส่งถ่ายกำลังไปยังล้อหน้า-หลัง แบบเข้มข้นมากขึ้น เมื่อปรับโหมดการขับขี่เป็น 4HLc ระบบจะทำการล็อก Center Differential เพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้าและหลัง เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของแรงขับเคลื่อนในแต่ละล้อ ในทำนองเดียวกัน หากปรับโหมดเป็น 4LLc นอกจากการล็อก Center Diff แล้ว ระบบจะปรับอัตราทดของชุดเกียร์ให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มกำลังและแรงบิดในการปีนไต่ อีกทั้งยังช่วยให้การควบคุมรถในสภาพเส้นทางที่ธุรกันดาร ทำได้โดยง่ายมากขึ้น นอกจากนี้…ในภาพรวมของความเป็น Super All Wheel Control ใน Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 ยังมีการเพิ่มฟังค์ชั่นช่วยรักษาเสถียภาพ Active Yaw Control เพิ่มเข้ามา ช่วยให้การควบคุมทิศทางในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ทำได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ลดอาการ Over และ Understeer ด้วยการปรับรอบการหมุนของแต่ละล้อให้สัมพันธ์กัน สำหรับการขับขี่ในรูปแบบ High Speed Off Road อันเป็นเทคโนโลยีที่ส่งต่อมาจากการแข่งขัน WRC และ Darka Rally
นั่งเบาะหลังมีอาการดีดเด้งบ้าง ยังสลัดความเป็น Body on Frame ได้ไม่หลุด แต่หากเซ็ตลมยางให้เหมาะสมก็ช่วยได้
เก็บอาการได้ดีพอตัว หากเซ็ตคอนดิชั่นของตัวรถได้เหมาะสม
สิ่งหนึ่งที่เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง สำหรับการพัฒนารถอเนกประสงค์ในรูปแบบ Body on Frame หรือการวางตัวถังบนแชสซีส์ ก็คือ การเก็บอาการดีดดิ้น ความแข็งกระด้าง จากพื้นฐานโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นเฉพาะจุดน้อยกว่าโครงสร้างในรูปแบบ Monocoque โดยสำหรับ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 เลือกใช้ Bushing ในรูปแบบ Share Type ช่วยสลายแรงสั่นสะเทือนที่จะส่งต่อจากพื้นไปยังห้องโดยสาร ทำงานร่วมกับช่วงล่างด้านหน้าแบบ Double Wishbone และช่วงล่างหลังแบบ 5 Links ยึดอยู่กับเพลาท้ายแบบคานแข็ง ความรู้สึกที่ได้จากการทดลองเป็นทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสารตอนหน้า และผู้โดยสารตอนหลังพบว่า ในขณะขับขี่หรือนั่งอยู่ด้านหน้า การทำงานของช่วงล่างให้ความรู้สึกที่ดูแพง ออกแนวติดนุ่มนิดๆ แต่ไม่ได้รู้สึกนุ่มเกินไปเหมือนที่สัมผัสได้จาก Pajero Sport ในยุคก่อนๆ โดยความดูแพงที่สัมผัสได้ คือ การที่ตัวโช้กอัพสามารถเก็บอาการ ปรับสโตรกการยืด-ยุบ ของตัวรถได้แบบเนียนๆ บูชชิ่งต่างๆ เก็บรอยต่อถนนได้เนียนอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งการขับขี่บนถนนคอนกรีตและถนนแอสฟัลต์ อย่างไรก็ตาม…ข้อมูลที่ได้แชร์กับเพื่อนสื่อมวลชนที่มีโอกาสได้นั่งเบาะแถวที่ 2 พบว่าตัวรถยังมีอาการดีดเด้งอยู่พอสมควร เฉพาะกับการขับขี่บนพื้นคอนกรีต (บนถนนแอสฟัลต์ไม่รู้สึกถึงอาการดังกล่าว) ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้ทดลองไปนั่ง ก็รู้สึกได้ถึงอาการเดียวกัน จึงค่อยๆ ไล่ดูคอนดิชั่นของตัวรถ ที่ถูกเซ็ตลมยางไว้ที่ 36 PSi (สเป็คโรงงาน 35 Psi) เมื่อสื่อฯ หลายๆ คนพูดถึงอาการดังกล่าวแบบตรงกัน ทางทีมงานของ Mitsubishi จึงลองลดลมยางเหลือเพียง 33 PSi ผลที่ออกมา แม้จะยังไม่สามารถสลัดอาการดีดเด้งตามสไตล์ของรถ Body on Frame ได้ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจ ซึ่งสะท้อนให้ผู้ใช้ได้เห็นว่า การเซ็ตติ้งรถที่เหมาะสม ช่วยยกระดับการขับขี่ให้ดีมากขึ้น แม้จะใช้องประกอบเดียวกับกับรถที่เซ็ตมาแบบไม่ตรงจุด
หม้อลมไฟฟ้า Electric Booster Brake พร้อมอัพไซส์จานเบรก
ระบบเบรกใน Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 ได้รับการพัฒนาเพื่อให้สามารถหยุดรถได้อย่างมั่นใจ รวมถึงทำงานร่วมกับระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ เช่น Active Yaw Control ซึ่งทำงานร่วมกับ ABS Sensor เพื่อปรับรอบการหมุนของล้อด้านนอกและด้านในให้เหมาะสมกับรูปแบบการขับขี่ และช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภากยิ่งขึ้น โดยจุดสำคัญที่มีการปรับก็คือ การขยายจานเบรกให้ใหญ่ขึ้นทั้ง 4 ล้อ โดยในด้านหน้ามาพร้อมจานขนาด 356 มม. กับจานเบรกหลัง 348 มม. ขณะเดียวกันยังปรับมาใช้ หม้อลมไฟฟ้า Electric Booster Brake ซึ่งฟีลลิ่งที่สัมผัสได้ คือ ความนุ่มนวลในขณะเบรก และการปรับเซ็ตฟีลลิ่งการจับที่มีความ Linear และละเอียดมากขึ้น การตอบสนองต่อการเบรก เป็นไปตามแรงที่ส่งลงไปที่แป้นเบรก แต่หากยังไม่ถึงกับดุดัน เด็ดขาด เมื่อเทียบกับรถคู่แข่งที่ใช้ระบบหม้อลมไฟฟ้าเหมือนๆ กัน
Mi Pilot พร้อมระบบความปลอดภัย Diamond Sense
สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับรถยุคนี้ คือ ระบบช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัยขั้นสูง หรือ ADAS ซึ่งใน Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 มีมาให้ในตั้งแต่รุ่นเริ่ม แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับรุ่น Super Exceed มีฟังค์ชั่นพิเศษ Mi Pilot ที่ใส่เพิ่มเข้าไป โดยระบบนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฟังค์ชั่น Adaptive Cruise Control ที่ช่วยรักษาความเร็ว และระยะห่างจากรถคันด้านหน้าอัตโนมัติ (ในรุ่น GLS และ GSR มีมาให้เช่นกัน) กับฟังค์ชั่น Lane Keep Assist ที่ช่วยประคองตัวรถให้อยู่ภายในเลนโดยอัตโนมัติ ทำงานที่ความเร็วประมาณ 60 กม./ชม. ขึ้นไป จากที่ได้ทดลองในหลายๆ ครั้ง ระบบสามารถทำงานได้อย่างน่าประทับใจ กับเส้นทางที่มีทางตรงสลับโค้งกว้าง ระบบช่วยประคองพวงมาลัยได้แบบเนียนๆ เพื่อลดอาการเมื่อยล้าให้กับผู้ขับขี่ การปรับลด-เพิ่มความเร็ว ในกรณีที่รถคันหน้าเร่ง-เบรก ทำได้เนียนตามสไตล์ของซอฟท์แวร์ยุคใหม่ ลองแล้วรู้ได้ทันทีว่าเลือกใช้ “ของดี” ในทำนองเดียวกัน ระบบการทำงานของฟังค์ชั่น ADAS อื่นๆ เช่น เตือนการออกนอกเลน ทำได้เนียนระดับใช้งานได้จริง ไม่สร้างความตื่นตระหนกหรือความรำคาญให้กับผู้ใช้เหมือนกับระบบที่เจอในยุค 4-5 ปีก่อน
ความหรูหรา ในระดับราคาที่เชื่อว่า…เข้าถึงได้ !
เมื่อได้เห็นภาพรวมของ Mitsubishi Pajero เจนเนอเรชั่นที่ 5 แล้ว เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ ท่านน่าจะแยกความต่างได้ไม่ยาก แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายๆ คนสนใจมากที่สุด สำหรับรถที่มีคุณสมบัติที่ครบเครื่อง ทั้งภาพลักษณ์ที่ดุดัน ความเป็นรถระดับไอคอนิค การตกแต่งที่หรูหรา และสมรรถนะในระดับที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน คงหนีไม่พ้นเรื่องของระดับราคา ซึ่งคงเป็นงานยากของค่าย Mitsubishi ว่าจะเซ็ตออกมาแบบไหน อย่างไรก็ตาม เราจะได้เห็นกันในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ซึ่งทางค่ายยืนยันแล้วว่า นอกจากจะเปิดตัวและประกาศราคาแล้ว ยังพร้อมส่งมอบรถในวันดังกล่าวได้ทันที !
Mitsubishi Pajero Super Exceed
Mitsubishi Pajero GSR