Home ข่าวสารรถยนต์MG Urban เทียบความคุ้มค่า 3 รุ่นย่อย Standard, Max และ Ultra ส่วนต่าง 70,000 – 110,000 บาท คันไหนเหมาะกับใคร ?

MG Urban เทียบความคุ้มค่า 3 รุ่นย่อย Standard, Max และ Ultra ส่วนต่าง 70,000 – 110,000 บาท คันไหนเหมาะกับใคร ?

by Admin clubza.tv
4 minutes read

MG Urban ซิตี้คาร์แฮทช์แบคสุดล้ำ เปิดตัวในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ #ทีมขับซ่า เพิ่งจะได้ยลโฉมครั้งแรกในงาน Auto China 2026 ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับทีมงานในครั้งนั้น คือ ความเป็นรถที่เหมือนจะเน้นการใช้งานอย่างเรียบง่าย ด้วยระดับราคาที่ไม่สูงจนเกินไปนัก แต่หากในความเป็นจริงแล้ว MG Urban กลับซ่อนเทคโนโลยีสุดล้ำเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง NOA หรือ Navigate on Autopilot ซึ่งถือว่าเป็นออพชั่นที่เรียกได้ว่า จัดเต็ม สำหรับรถในรูปแบบซิตี้คาร์ ซึ่งไม่เคยมีแบรนด์ใหนๆ ในประเทศไทยเคยมีมาก่อน

คลิก…เปรียบเทียบก่อนเปิดราคา! NEW MG URBAN กับคู่แข่งใน Segment ใครมีดี-มีเด่นกันตรงไหน?

MG Urban 02 1

MG Urban เปิดตัวด้วย 3 รุ่นย่อย ในช่วงราคา 529,900 – 709,900 บาท

MG Urban vs. MG 4 Electric เส้นขนานที่แตกต่างระหว่าง “คนชอบขับ vs. คนชอบของ”

สำหรับประเทศไทย MG Urban ทำตลาดควบคู่ไปกับ MG 4 Electric แม้ว่าจะวางราคาไว้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ทั้งคู่…ล้วนแยกกลุ่มลูกค้าของตัวเองไว้อย่างชัดเจน โดยทางฝั่ง MG 4 Electric เน้นกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบในเรื่องสมรรถนะ ความสนุกในการขับขี่ และการตอบสนองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ซีเรียสเรื่องฟังค์ชั่นและสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก ซึ่งตรงข้ามกับแนวทางในการพัฒนา MG Urban ที่เน้นเรื่องไลฟ์สไตล์และฟังค์ชั่นที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลาย ใส่ความหรูหรา รวมถึงเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่เข้าไปแบบเต็มพิกัด นับว่าเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่กำลังมองหารถ EV ที่ครบเครื่อง และสามารถรองรับความต้องการในการใช้งานหลากหลายรูปแบบได้อย่างแท้จริง โดย MG Urban ทำตลาดใน 3 รุ่นย่อย ทั้ง Standard, Max และ Ultra ในช่วงราคา Early Bird ตั้งแต่ 529,900 – 709,900 บาท ซึ่งถือเป็นช่วงราคาที่ค่อนข้างกว้าง ด้วยคุณสมบัติของแต่ละรุ่นย่อยที่แตกต่างกันออกไป

MG Urban Standard 01

แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่ MG Urban Standard ก็เป็นรถที่มาพร้อมสมรรถนะ และความปลอดภัย ADAS Level 2 แบบเต็มระบบ

รายละเอียดที่มีเหมือนกันใน MG Urban ทุกรุ่นย่อย

ภายนอกขุมพลังและระบบจัดการ ภายใน ระบบความปลอดภัยโครงสร้างใหม่ ใหญ่ระดับ Best in Class แบบซ่อนรูป

MG Urban พัฒนาบนแพลตฟอร์มใหม่ในชื่อ SAIC E3 Pure Electric Platform ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าโดยเฉพาะ ตัวรถมีมิติตัวถัง ความกว้าง x ยาว x สูง อยู่ที่ 1,842 x 4,395  x 1,549 มม. แม้ภาพลักษณ์โดยรวมจะดูกะทัดรัด แต่หากมีความซ่อนรูป ด้วยระยะฐานล้อไว้ที่วางไว้ในระดับ 2,750 มม. ซึ่งยาวในระดับ Best in Class ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ภายในห้องโดยสาร รวมถึงพื้นที่สัมภาระด้านท้ายที่จุได้ถึง 480 ลิตร ขณะมีผู้โดยสารเต็มรถ 4-5 ที่นั่ง ด้านพละกำลัง แม้ว่าในรุ่น Max และ Ultra จะมีแรงม้ามากกว่ารุ่น Standard อยู่เล็กน้อย แต่ทั้ง 3 รุ่น มีแรงบิด 250 นิวตัน-เมตร เท่าๆ กัน นั่นจึงส่งผลต่อเรื่องความคล่องตัว อัตราเร่ง โดยเฉพาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่ต้องมีจังหวะเร่งๆ ยกๆ อยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังเน้นความยืดหยุ่นในการตอบสนอง ด้วยโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ความละเอียดในการปรับ Regenerative Brake 3 ระดับ (สามารถปรับให้ทำงานแบบ Auto ได้) พร้อมรองรับการใช้งานในรูปแบบ One Pedal

E3

SAIC E3 Pure Electric Platform โครงสร้างใหม่ จับคู่แบตเตอรี่แบบ CTB ยกระดับเสถียรภาพการขับขี่ ลดการใช้ชิ้นส่วน เพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสาร

image a51cf280

ตัวอย่าง มาตรฐานการกันฝุ่นและน้ำระดับ IP67 vs. IP68

แบตเตอรี่ High Voltage ของ MG Urban มาในรูปแบบ Cell to Body โดยตัวแบตเตอรี่จากผู้ผลิตระดับเวิลด์คลาสอย่าง CATL ถูกออกแบบให้ให้เป็นส่วนหนึ่งของตัวถัง เพื่อยกระดับเสถียรภาพในการขับขี่ และจัดการพื้นที่ภายในห้องโดยสารอย่างลงตัวมากขึ้น พร้อมเพิ่มความสามารถในการป้องกันฝุ่นและน้ำถึงระดับ IP68 (กันฝุ่นได้ 100% และกันน้ำได้ในระดับ 1.5 – 2 เมตร นาน 30-60 นาที) นอกจากนี้ ยังรองรับการปล่อยกระแสไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอก หรือ Vehicle to Load ได้ถึง 3.3 kW

MG URBAN 2093 1

ภายในของรุ่น Standard แม้จะไม่หวือหวา แต่อุปกรณ์ที่จำเป็นก็มีมาให้ใช้งานแบบครบครัน

MG URBAN 2063 MG URBAN 2116

อุปกรณ์มาตรฐานครบ ระบบความปลอดภัยขั้นสูงจัดเต็ม

ห้องโดยสารของ MG Urban ทั้ง 3 รุ่นย่อย มาพร้อมฟังค์ชั่นปรับเบาะผู้ขับขี่ด้วยไฟฟ้าแบบ 6 ทิศทาง โดยสามารถเปิด-ปิด กระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บาน ได้แบบ One Touch นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และช่องแอร์ตอนหลังที่สามารถปรับทิศทางลมแยกฝั่งซ้าย-ขวา ด้านหน้าจอการขับขี่มาในรูปแบบจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ส่วนหน้าจออินโฟเทนเม้นท์ในรุ่น Standard จะมาในขนาด 12.8 นิ้ว ซึ่งจะแตกต่างกับรุ่น Max และ Ultra แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 รุ่นย่อย รองรับ Apple Carplay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมช่อง USB ด้านหน้าและหลังรวม 3 ตำแน่ง ส่วนเบาะหลังของ MG Urban เน้นความสะดวกสบายในการเดินทางยิ่งขึ้นด้วยที่เท้าแขนและวางแก้วน้ำ โดยสามารถพับได้แบบ 60:40 ซึ่งเมื่อพับทั้งหมด พื้นที่สัมภาระภายในรถจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,266 ลิตร นอกจากนี้…คุณสมบัติเด่นของ MG Urban ทั้ง 3 รุ่นย่อย คือ การมาพร้อมระบบความปลอดภัยพร้อมช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง ADAS Level 2 แบบเต็มระบบ เรียกได้ว่า แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้นที่ราคา 529,900 บาท แต่ก็ได้ฟังค์ชั่นการใช้งานสำหรับรถยุคใหม่มาแบบคุ้มค่าและครบครัน สำหรับ MG Urban Standard

MG Urban 01

เทียบความต่างของ MG Urban ทั้ง 3 รุ่นย่อย

ความต่าง MG Urban 3 รุ่นย่อย ที่สังเกตได้ด้วยตา 

ภายนอก 3 รุ่นย่อย ขุมพลังและระบบจัดการ 3 รุ่นย่อยเทียบความต่างภาพลักษณ์ภายนอกของ MG Urban จุดสังเกตหลักๆ ที่แยกความต่างของทั้ง 3 รุ่น ได้แบบชัดเจน เริ่มต้นจากล้อ โดยหากเป็นล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ที่ถูกครอบทับด้วย Aero Wheel Cover นั่นคือ รุ่น Standard ส่วนในรุ่น Max และ Ultra จะมาพร้อมล้อขนาด 17 นิ้ว ซึ่งแยกความต่างของทั้ง 2 รุ่น แบบง่ายๆ คือ ในรุ่น Ultra จะมาพร้อมหลังคาแก้ว Panoramic Glass Roof โดยทั้ง 2 รุ่น ทั้ง Max และ Ultra จะมาพร้อมฝาท้ายไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นความแตกต่างก็คือ ขนาดความจุของแบตเตอรี่ ในทั้ง 2 รุ่นบน จะมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 53.9 kWh รองรับการเดินทางต่อชาร์จได้ถึง 530 กม. ตามมาตรฐาน NEDC อีกทั้งยังรองรับการชาร์จ DC ด้วยความเร็วที่มากกว่าเล้กน้อย ที่ 88 ต่อ 82 kW ของรุ่น Standard โดยใน MG Urban รุ่นเริ่มต้นนี้ มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 42.8 kWh รองรับการเดินทางต่อชาร์จ 435 กม.

MG Urban Interior 1 1

หลายคนเลือกที่จะขยับไปรุ่น Ultra ด้วยหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ พร้อมม่านไฟฟ้า

MG Urban Interior 2 1

รุ่น Max และ Ultra มาพร้อมเบาะหนังสังเคราะห์ลาย Diamond Cut

MG Urban Interior 11 1

เบาะปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง สำหรับฝั่งคนนั่ง จำเป็นหรือไม่ หากต้องจ่ายเพิ่มอีก 110,000 บาท ?

ออพชั่นหายไปพอสมควรในรุ่น Standard และบางอย่างอาจเกินการใช้งานสำหรับรุ่น Ultra

ภายใน 3 รุ่นย่อยMG Urban ยังคงเน้นให้ความสำคัญกับตำแหน่งท่านั่งของผู้ขับขี่ ด้วยพวงมาลัยปรับ 4 ทิศทาง ในทั้ง 3 รุ่นย่อย โดยมีความต่างเล็กน้อย คือ ในรุ่น Max และ Ultra มีการเพิ่มความหรูหรา สัมผัสที่พรีเมี่ยมมากขึ้นด้วยการหุ้มหนังสังเคราะห์ เช่นเดียวกับเบาะนั่งที่เน้นความประณีต พิถีพิถันด้วยการตัดเย็บในลักษณะ Diamond Cut ทั้ง 2 รุ่นนี้ มาพร้อมฟังค์ชั่นระบายความร้อนที่เบาะคู่หน้า แอมเบียนไลท์ 256 สี ไวร์เลสชาร์จ ระบบสั่งการด้วยเสียง AI และเพิ่มลำโพงเป็น 6 ตำแหน่ง  โดยมีความต่างที่รุ่น Ultra จะสามารถสั่งการระบบระบายอากาศได้ผ่านสมาร์ทโฟนใน i-Smart Pro อีกทั้งยังเป็นรุ่นย่อยเดียวของ MG Urban ที่เบาะผู้โดยสารตอนหน้าเป็นแบบปรับไฟฟ้า พร้อมปรับระบบประมวลผลด้วยชิพที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่าง Snapdragon 8155

MG URBAN

รายละเอียดในรุ่น Max และ Ultra เกือบจะเหมือนกันทั้งหมด ซึ่งหากไม่ซีเรียส ถือว่าเซฟงบไปได้อีกพอสมควร

สิ่งที่ Ultra ให้ได้มากกว่า คือ เรื่องเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงระดับมาตรฐานใหม่ของวงการ

ระบบความปลอดภัย 3 รุ่นย่อย

ยกระดับมาตรฐานใหม่ของซิตี้คาร์ในเมืองไทยด้วย ADAS Level 2+

การแข่งขันที่มีความเข้มข้น ถือเป็นประโยชน์โดยตรงสำหรับผู้บริโภค ที่จะได้สัมผัสเทคโนโลยีขั้นสูงในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายมากๆ ย้อนกลับไปสัก 5 ปีก่อน คงไม่มีใครจินตนาการได้ว่า รถซิตี้คาร์ในระดับค่าตัวเพียง 5 แสนเศษๆ จะมาพร้อมระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือการขับขี่ ADAS Level 2 แบบ Full Function แต่อย่างไรก็ตาม MG Urban ในรุ่น Standard ยังมีออพชั่นน่าสนใจหลายอย่างที่หายไปตามระดับราคาที่ถูกเซ็ตออกมา ไม่ว่าจะเป็น กล้องมองรอบทิศทาง ถุงลมนิรภัยระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า รวมถึงเซ็นเซอร์วัดลมยาง TPMS โดยหากต้องการฟังค์ชั่นเหล่านี้แบบครบๆ ในรุ่น Max ถือว่าตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัว ถือว่าฟัดกับใครก็ได้ในรถระดับเดียวกัน และเหนือกว่าด้วยระบบช่วยถอยจอด (แนวตรง) ซึ่งสามารถควบคุมและสั่งการได้จากสมาร์ทโฟน แต่หากความดีแบบมาตรฐาน ยังไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากได้ MG Urban Ultra คือ มาตรฐานใหม่แห่งวงการซิตี้คาร์เมืองไทย สิ่งที่ให้มา ทั้ง ฟังค์ชั่นสั่งจอดอัตโนมัติจากระยะไกล รวมถึง ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ เรียกได้ว่า เป็นการยกระดับสู่ ADAS Level 2+ ก็คงจะไม่เกินจริง

MG URBAN

ระบบสั่งเข้าจอดอัตโนมัติผ่านสมาร์ทโฟน ฟังค์ชั่นสำคัญที่นับเป็นการยกระดับรถซิตี้คาร์ที่เหนือกว่ามาตรฐาน

MG URBAN 1598

MG Urban ทำตลาดด้วยสีตัวถัง 5 สี ให้เลือก

ระดับราคา 3 รุ่นย่อยสุดท้าย…คันไหนจัดว่าโดนในมุมมองของ #ทีมขับซ่า

ฟันธงกันแบบไม่ต้องคิดเยอะ ด้วยการเซ็ตระดับราคาในแต่ละรุ่นของ MG Urban เชื่อว่าทำให้ผู้ใช้เห็นภาพและตัดสินใจได้ไม่ยาก หากไม่เน้นอะไร นอกจากมาตรฐานและระบบความปลอดภัยครบครัน ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย รุ่น Standard ถือว่าเซ็ตตัวเองมาได้เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปทุกรูปแบบ แต่หากต้องการเทคโนโลยี และออพชั่นแบบผู้นำเทรนด์ เน้นเดินทางได้ไกล ไม่สนค่าตัวคู่แข่งรอบข้าง จ่ายเพิ่ม 1.8 แสนบาท ไปให้สุดได้เลยในรุ่น Ultra ซึ่งมาถึงตรงนี้แล้ว คงไม่ต้องอธิบายต่อ ว่ารุ่นไหนคุ้มค่าที่สุดในมุมมองของ #ทีมขับซ่า ในงบประมาณไม่ข้าม 6 แสนบาท

MG URBAN 0854

ถ้าชอบความคุ้มนะ…งบไม่ข้าม 6 แสน คันนี้ คือ หาตัวจับยากมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้น…สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเลือกซื้อรถในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นเรื่องของมาตรฐานและความมั่นใจที่ได้รับการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกับวงการรถ EV ที่ MG พิสูจน์ตัวเองให้เราได้เห็นถึงมาตรฐานที่คงเส้นคงวามาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงความกล้าที่จะ รับประกันยาวๆ แบบ Lifetime Warranty ครอบคลุมชิ้นส่วนหลัก ทั้งแบตเตอรี่ High Voltage ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน รวมถึงชุดควบคุม โดยยังคงนโยบาย…เปลี่ยนมือเจ้าของ สิทธิ์การคุ้มครอง ยังตามไปดูแลอย่างต่อเนื่อง

เปรียบเทียบ 2 น้องใหม่แห่ง B-Segment EV Hatchback │CHERY Q กับ NEW MG URBAN ใครต่างตรงไหนกันบ้าง


ข่าวแนะนำ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา ยอมรับ เรียนรู้เพิ่มเติม