ในงาน Auto Shanghai 2025 ค่ายหนึ่งที่โชว์ที่โชว์ทีเด็ดเรียกความสนใจจากแฟนๆ ได้แบบอยู่หมัด คงหนีไม่พ้นแบรนด์เจ้าบ้านอย่าง MG ที่ยกทัพรถในตระกูล Cyber มาโชว์กันถึง 3 รุ่น นำทีมโดย Cyber X รถ SUV ทรง Boxy ที่เผยถึงทิศทางการออกแบบในอนาคตอันใกล้ รวมถึงสปอร์ตโร๊ดสเตอร์เปิดประทุนอย่าง MG Cyberster ที่เปิดตัวทั้งเวอร์ชั่นสุดเข้ม Black Edition รวมถึงรุ่น MY2026 ที่มาพร้อม 2 ทางเลือกสีใหม่ ให้แฟนๆ เข้าถึงความเป็น Roadster EV ที่ขายดีที่สุดในโลก กันได้แบบตรงกับความต้องการของตัวเองมากขึ้น
นอกจากรถในตระกูล Cyber 3 รุ่น ที่เปิดตัวภายในงานแล้ว รุ่นหนึ่งในจินตนาการที่เรียกความสนใจได้ไม่แพ้กัน คงหนีไม่พ้น MG Cyberster GTS ที่ออกสื่อผ่านรูปแบบดิจิตัล หลังจากที่เผยโฉมครั้งแรกในงาน Goodwood Festival of Speed 2024 ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทางแบรนด์คอนเฟิร์มออกมาแล้วว่า เตรียมทำตลาดที่ประเทศจีนในเร็วๆ นี้ ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถในแนวสปอร์ตโร๊ดสเตอร์ได้อย่างน่าสนใจ โดยนอกจากการทำตลาดในประเทศจีนเป็นที่แรกในโลกแล้ว แน่นอนว่า MG Cyberster GTS ยังมีแพลนทำตลาดในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะฝั่งประเทศที่ใช้พวงมาลัยขวา ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ออสเตรเลีย รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งผู้ใช้ให้ความสนใจรถในตระกูล Cyberster เป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
สำหรับค่าตัวของ MG Cyberster GTS คาดว่าจะมีระดับราคาที่ต่ำกว่า Cyberster รุ่นเปิดประทุน เนื่องจาก Cyberster เดิมนั้น ใช้ระบบการเปิดประทุนที่ผลิตในยุโรป แบบเดียวกับที่ใช้อยู่ใน BMW Z4 นั่นเอง เป็นสาเหตหลักที่ทำให้รุ่นเปิดประทัน มีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าตามไปด้วย ซึ่งจากการเปิดตัว Cyberster รุ่นย่อยใหม่ ที่ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ไปแล้วที่ประเทศจีน เพื่อเน้นให้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้เข้าถึงความเป็นสปอร์ตโร๊ดเตอร์ขุมพลังไฟฟ้าได้ง่ายมากขึ้น ทำให้ MG Cyberster GTS ที่มาพร้อมหลังคาแข็งสไตล์ Coupe อาจทำตลาดในรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังเพื่อเน้นการเข้าถึงก่อน แล้วจึงค่อยขยายกลุ่มเป้าหมายด้วยรุ่น Dual Motor ขับเคลื่อนแบบ AWD ในอนาคต
MG Cyberster รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังที่เพิ่งเปิดตัวไปแบบสดๆ ร้อนๆ มาพร้อมกำลัง 335 แรงม้า พร้อมกับแรงบิด 475 นิวตัน-เมตร ซึ่งถือว่าเป็นระดับพละกำลังที่เพียงพอที่จะส่งให้สปอร์ตโร๊ดสเตอร์รุ่นนี้ ได้ชื่อว่าเป็นรถที่ขับสนุก โดยสามารถทำอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งถึงความเร็ว 100 กม./ชม. ได้ภายใน 5.2 วินาที รองรับการเดินทางต่อชาร์จ 552 กม. ตามมาตรฐาน NEDC แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ต้องการความเร้าใจแบบสุดขั้ว Cyberster ยังมีทางเลือกในรุ่น AWD ที่อัพระดับพละกำลังเป็น 503 แรงม้า พร้อมกับแรงบิด 725 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.2 วินาที วิ่งได้ 500 กม. ต่อชาร์จ มาให้เป็นทางเลือก