Home » Mercedes-Benz EQS เหนือกว่าทุกความล้ำที่เคยสัมผัส จัดเต็มไม่สนโลก !

Mercedes-Benz EQS เหนือกว่าทุกความล้ำที่เคยสัมผัส จัดเต็มไม่สนโลก !

by intanon





ก่อนหน้านี้ “ขับซ่า” ได้พูดถึง รายละเอียดและระบบขับเคลื่อนของ Mercedes-Benz EQS กันไปพอสมควรแล้ว มาในครั้งนี้ เรามาดูในส่วนของรายละเอียดพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นลูกเล่นและฟังค์ชั่นการใช้งานที่เรียกได้ว่า ล้ำสมัย และเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการพัฒนารถยนต์ในอนาคต

ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน 0.20 เข้าขั้น…The Best

ชนะเลิศด้านแอโร่ไดนามิคส์

Mercedes-Benz EQS มาพร้อมการออกแบบที่ฉีกกฏของ S-Class ที่เคยมีมา แม้จะไม่ดูพลิ้วเท่าคอนเซ็ปท์ Vision EQS แต่ก็ถือว่ามาได้ไกลมาก ด้วยการดีไซน์ตัวถังให้สอดรับกับหลักแอโร่ไดนามิคส์ จนมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำเพียง 0.20 โดยวางอยู่บนแพลตฟอร์ม EVA ใหม่ที่ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก (และจะมีรุ่นต่อๆ ไป เช่น EQE) โดยมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 5,265 มม. (ใกล้เคียงกับ S-Class รุ่น Long Wheelbase) แต่หากมองด้วยสายตาแล้ว  Mercedes-Benz EQS กลับมีภาพลักษณ์ที่ดูกะทัดรัดอย่างน่าประหลาดใจ ณ ปัจจุบัน EQS มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ EQS 450 ขับเคลื่อนล้อหลัง และ EQS 580 4MATIC ขับเคลื่อนแบบ All Wheel Drive ซึ่งไม่แน่ว่า ในอนาคต…เราอาจจะได้เห็น EQS เวอร์ชั่นที่เป็น Mercedes-AMG EQS ที่มีพละกำลังในระดับ 715 แรงม้า ก็เป็นได้

น้ำหนักเฉียด 2.6 ตัน แต่เร่งจ่าก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 4.3 วิ. !!!

สมรรถนะระดับซูเปอร์สปอร์ต

ครั้งหนึ่งเราเคยพูดถึงตัวเลข สมรรถนะของ Mercedes-Benz EQS ไปบ้างแล้ว แต่ ณ เวลานั้น ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ มากนัก มาในครั้งนี้ทางค่ายได้เผยตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ของทั้ง 2 รุ่นย่อย ออกมาแล้ว โดยรุ่นเริ่มต้นอย่าง Mercedes-Benz EQS 450 สามารถทำเวลาไว้ที่ 6.2 วินาที (น้ำหนักตัวรถ 2,480 กก.) ส่วนรุ่นใหญ่อย่าง Mercedes-Benz EQS 580 ที่ได้เปรียบในเรื่องพละกำลังและระบบขับเคลื่อน แม้จะมีน้ำหนักที่มากกว่า 105 กก. (2,585 กก.)  แต่สามารถออกตัวและผ่านความเร็ว 100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.3 วินาที เท่านั้น

ชาร์จเร็ว และวิ่งได้ไกล…แบบไม่ต้องเค้น

เดินทางไกล…ไม่เห็นมีอะไรต้องห่วง

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ Mercedes-Benz EQS คือ ระยะทางในการใช้งานต่อการชาร์จ ซึ่งสามารถทำระยะได้สูงสุดราว 765 กม. ตามมาตรฐานที่มีความเข้มข้น WLTP สำหรับรุ่นที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 107.8 kWh ส่วนรุ่นทเริ่มต้นที่มาพร้อมแบตเตอรี่แบบ 90 kWh สามารถวิ่งได้ไกลถึง 640 กม. ส่วนหนึ่งคงต้องยกเครดิตให้กับการออกแบบที่มีความลู่ลม ช่วยลดแรงต้านการเคลื่อนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของความเร็วในการชาร์จนั้น อาจไม่ได้โดดเด่นเท่า Porsche Taycan ที่รองรับกำลังไฟสูงสุด 350 kW (เช่นเดียวกับ Kia EV6 และ Hyundai Ionic 5 สามารถวิ่งได้ 100 กม. ต่อการชาร์จ 5 นาที) แต่ด้วยความสามารถในการชาร์จระดับ 200 kW ก็สามารถเพิ่มระยะทางในการวิ่งได้ไกลถึง 300 กม. ด้วยระยะเวลาในการชาร์จเพียง 15 นาที เท่านั้น (DC Fast Charge จาก 10 – 80% ได้ใน 35 นาที ส่วนการชาร์จด้วยเครื่องชาร์จไฟ AC สามารถชาร์จเต็มได้ใน 11 ชั่วโมง) แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ระบบการประมวลผลของตัวรถที่ชาญฉลาด จะช่วยคำนวนว่า คุณควรที่จะจอดชาร์จแบบ Quick Charge ในระหว่างทางหรือไม่ หรือสามารถเดินทางในเส้นทางที่สะดวกกว่า เพื่อตรงไปยังจุดหมายโดยไม่ต้องรอชาร์จนานๆ แล้วค่อยเสียบชาร์จค้างไว้แบบปกติ ในขณะที่ไม่ต้องใช้รถ ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ด้วย

S-Class ขีดสุดแห่งเทคโนโลยี…รวมไว้ที่นี่

สิ่งที่เรามิอาจปฏิเสธได้ ในรถที่มาในอนุกรม S-Class ก็คือ การเป็นศูนย์รวมของเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อน แน่นอนว่าอะไรที่คิดได้ก่อน โดยส่วนมากก็มักจะถูกนำมาใช้กับพี่ใหญ่เป็นครั้งแรกเช่นกัน โดยหนึ่งในระบบที่น่าสนใจก็คือ การบังคับเลี้ยวด้วย 4 ล้อ โดยที่ล้อคู่หลังสามารถหักเลี้ยวได้ 10 องศา เพื่อให้การบังคับเลี้ยวในที่แคบ ทำได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น แม้ Mercedes-Benz EQS จะเป็นซีดานที่มีขนาดใหญ่ แต่กลับมีมุมเลี้ยวที่คล่องตัวเทียบเท่าน้องเล็กอย่างตระกูล A-Class นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Drive Pilot Autonomous ที่จะคอยช่วยผู้ขับขี่ให้สามารถปล่อยมือจากพวงมาลัย ในความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. (มีเฉพาะในรุ่นที่ขายในเยอรมัน เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎหมายในหลายประเทศ) นอกจากนี้ยังมีระบบการเปิดประตูอัตโนมัติ เมื่อเข้าใกล้เซ็นเซอร์ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย และจะปิดประตูอัตโนมัติในทันทีที่เหยียบเบรก

Hyperscreen ล้ำ…ไม่สนโลก

หน้าจอ Hyperscreen ที่ล้ำสุดขั้น

สิ่งที่เป็นหนึ่งในจุดขายที่สำคัญของ Mercedes-Benz EQS ก็คือ แผงคอนโซลในรูปแบบ Hyperscreen ซึ่งมาพร้อม CPU ถึง 8 Core พร้อมด้วย Ram 24 GB รองรับการทำงานของซอฟท์แวร์ MBUX เวอร์ชั่นล่าสุด โดยที่คอนโซลหน้ามาพร้อมหน้าจอ 3 หน้าจอ แสดงผลและพร้อมให้สั่งการลูกเล่นต่างๆ เช่น ระบบปรับอากาศ, ระบบความบันเทิง, แผนที่, เบาะนวดไฟฟ้า ด้วยระบบสัมผัสหรือสั่งการด้วยเสียง โดยหน้าจอแสดงการขับขี่ และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าจะมาในขนาด 12.3 นิ้ว (หน้าจอกลาง 17.7 นิ้ว) ซึ่งผู้โดยสารทั้ง 3 ตำแหน่ง สามารถเลือกเสพความบันเทิงได้ในรูปแบบที่ตัวเองต้องการอย่างอิสระ…ส่วนผู้ขับขี่สามารถดูได้เฉพาะเวลาที่ระบบ Drive Pilot ทำงานเท่านั้น โดยหากกล้องจับได้ว่าผู้ขับขี่กำลังเหลือบไปมองจอของผู้โดยสาร ระบบจะทำการหรี่แสงบนหน้าจอลง เพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับการขับอย่างเต็มที่

จุดขัดใจ…ทำไมต้องตรงนี้ ?

ไขคำตอบ…ทำไมต้องวางจุดเติม “น้ำฉีดกระจก” ไว้ที่มุมแก้มฝั่งซ้าย ?

ข้อสงสัยอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นใน Mercedes-Benz EQS คือ ทำไมต้องมีช่องเติมของเหลวด้านข้างตัวรถ ทั้งๆ ที่นี่คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มันยังมีของเหลวอะไรที่ต้องเติมอีกหรือ ? ทำไมต้องนำมาวางตรงนี้ให้ขัดใจ หรือทำลายความคลืนของเส้นสายตัวถังด้วย ? คำตอบมันอยู่ตรงนี้…ด้วยความที่ Mercedes-Benz EQS เป็นรถที่สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 700 กม. ต่อการชาร์จ ด้วยการเดินทางในระยะไกลขนาดนั้น สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้สำหรับการวิ่งในระยะไกลขนาดนั้นก็คือ เศษแมลง หรือคราบสกปรกต่างๆ ที่มาเกาะบริเวณกระจกหน้า น้ำฉีดกระจกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง คำตอบแรกก็คือ นั่นคือ ช่องเติมน้ำสำหรับฉีดกระจก ส่วนเหตุผลที่ต้องนำมาไว้บริเวณนี้ มีอยู่ 2 ประการ ก็คือ Mercedes-Benz EQS เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ซึ่งไม่มีช่องเก็บของในด้านหน้า นั่นจึงหมายความว่า รถรุ่นนี้จะไม่มีฝากระโปรงให้เปิดเหมือนรุ่นอื่นๆ ที่เราคุ้นเคย (ต้องการเซอร์วิสในเชิงลึกก็เข้าศูนย์โลด…เดี๋ยวช่างเขามีวิธีจัดการเองแหละ) การวางไว้ตรงนี้ ดูจะเป็นจุดที่สามารถเข้าถึงและเติมได้ง่ายที่สุดนั่นเอง หลายคนถาม…ทำไมไม่เอาไปไว้ที่กระโปรงท้าย คำตอบคือ มันเติมยากและอาจให้ความรู้สึกที่หงุดหงิด เวลาเติมล้นและเลอะภายใน ซึ่งอาจมีสิ่งของหรือสัมภาระอยู่ด้วย นอกจากนี้ถ้าย้ายจุดเติมไปอยุ่ท้าย ระยะทางจะค่อนข้างไกล กว่าจะมาถึงกระจกหน้า นั่นอาจทำให้เกิดการรั่วซึมหรือเซอร์วิสได้ยากกว่า ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว อะไรที่มันไม่ได้น่าเกลียด หรือขั้หูขัดตาจนเกินไป มองข้ามไปได้…ก็ช่างมันบ้างเถอะ !

Mercedes-Benz EQS

Mercedes-Benz EQS จะเริ่มขายในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยคาดว่าราคาจะอยู่ที่ราว 110,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 3.3x ล้านบาท ไม่รวมภาษี) ซึ่งหากมาในราคานี้จริง ก็น่าสนใจว่า ถ้าเข้ามาในบ้านเราแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะทำราคาออกมาได้ยั่วยวนใจขนาดไหน…แต่ที่แน่ๆ นี่คือ รถที่เห็นแล้ว อดตื่นเต้นไม่ได้จริงๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Carscoop, Motor 1


ข่าวแนะนำ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา ยอมรับ เรียนรู้เพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy