Home รถใหม่2020 McLaren 765LT ‘LT’ สายตัวเบา!!! ลดน้ำหนักจาก 720S ถึง 80 กิโลกรัม

McLaren 765LT ‘LT’ สายตัวเบา!!! ลดน้ำหนักจาก 720S ถึง 80 กิโลกรัม

by Kookkook

McLaren เข้าวงการไฮเปอร์คาร์อย่างเป็นทางการด้วย ‘MP4-12C’ เป็นตัวแรงจากเมืองผู้ดี ที่ถูกปล่อยออกมาข่มขวัญซูเปอร์คาร์เจ้าตลาดทั้งจากอิตาลีและเยอรมนี ตั้งแต่ปี 2011 จากนั้นสร้างสีสันให้วงการรถสมรรถนะสูงมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวแรงสายแข็งอีกหลายโมเดล และล่าสุดคือ ‘McLaren 765LT’ ที่ถูกโมต่อยอดมาจาก ‘McLaren 720S’ โดยหัวใจของการอัพเกรดครั้งนี้ อยู่ที่การลดน้ำหนักด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เกือบทั้งคัน เบ็ดเสร็จรีดไขมันส่วนเกินทิ้งไปได้ร่วม 80 กิโลกรัม พร้อมงานแอร์โร่ไดนามิคบางส่วนที่ถอดแบบมาจาก ‘McLaren Senna’ รถถนนที่ให้ความฮาร์ดคอร์ใกล้เคียง F1 มากที่สุด ผลลัพธ์สุดท้าย คือ ตัวเลขอัตราเร่งสุดโหดในทุกช่วงความเร็ว โดยเฉพาะจาก 0-200 กม./ชม. ที่ ‘McLaren 765LT’ ใช้เวลาเพียง 7.2 วินาที!!!

McLaren 765LT ถูกโมต่อมาจาก 720S มีท่อนหาง (สปอยเลอร์หลัง) ที่ยาวขึ้นเล็กน้อย เป็นที่มาของตัวอักษร ‘LT’ หรือ ‘Longtail’

McLaren 765LT ถูกโมต่อมาจาก 720S มีท่อนหาง (สปอยเลอร์หลัง) ที่ยาวขึ้นเล็กน้อย เป็นที่มาของตัวอักษร ‘LT’ หรือ ‘Longtail’

 

ตัวอักษร ‘LT’ ห้อยท้าย McLaren 765LT ย่อมาจาก ‘Longtail’ ตัวรถมีหางยาวขึ้นอีกเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 720S เวอร์ชันมาตรฐาน เป็นส่วนหนึ่งของระบบแอร์โร่ไดนามิค ที่วิศวกร McLaren ใช้ know-how มาจาก F1 สร้างแรงกดบนตัวถังได้เพิ่มขึ้นอีก 20% ปีกหลังคาร์บอนไฟเบอร์ที่ชิ้นใหญ่ (Active Rear Wing) ที่มาพร้อมพาร์ทแอร์โร่ไดนามิครอบคัน ซึ่งทั้งหมดผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์เช่นเดียวกัน โดย ‘Active Rear Wing’ เป็นส่วนหนึ่งของ Adaptive Aerodynamic มี 3 โหมดการทำงาน ได้แก่ โหมด Driver Downforce ทำหน้าที่สร้างแรงกด ซึ่งปีกหลังจะปรับองศาการกระดก ตามความเร็วรถอัตโนมัติ ช่วยให้ 765LT ทำความเร็วในโค้งได้สูงขึ้น, โหมด DRS automatically เป็นฟังก์ชันที่เน้นลดแรงต้านทานอากาศบนตัวถัง เช่นขณะออกตัว หรือทำความเร็วสูงสุด และโหมด High Speed Braking ตัว Active Rear Wing พร้อมกระดกเพื่อ ‘สร้างแรงต้านทานอากาศ’ ในรูปแบบ Airbrake เช่นเดียวกับอากาศยาน ทำงานขณะยกคันเร่งชะลอความเร็ว จนถึงการใช้เบรก องศาการกระดกในโหมดนี้สร้าง Downforce กดที่ท้ายรถได้เพิ่มขึ้นถึง 60%

ตัวถังของ 765LT ยกระดับระบบแอร์โร่ไดนามิคเพิ่มจาก 720S สร้างแรงกดได้เพิ่มขึ้นถึง 20%

 

ในส่วนของตัวถัง McLaren 765LT มุ่งเน้นการลดน้ำหนัก เพื่อยกระดับความกระฉับกระเฉงในการตอบสนองทุกย่านความเร็ว น้ำหนักรวมอยู่ที่เพียง 1,229 กิโลกรัม (dry weight) โดย 80 กิโลกรัม ที่หายไปไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะ 720S นับเป็นไฮเปอร์คาร์ที่เบาในทุกรายละเอียดอยู่แล้ว วิศวกร McLaren เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า น้ำหนักที่ลดลง มาจากการแทนที่พาร์ทในส่วนต่างๆ ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งแบ่งเป็น ตัวถัง, แชสซี, เครื่องยนต์, ห้องโดยสาร และชิ้นส่วนระบบไฟฟ้า สำหรับตัวถังของ 765LT พาร์ทที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด อาทิ โครงสร้าง ‘Monocage II’, กันชนหน้าที่พ่วงมาด้วย Front Splitter ทำให้ท่อนหน้ารถมีลักษณะคล้ายจมูกฉลาม เช่นเดียวกับ F1, แผ่นปิดใต้ท้องรถท่อนหน้า, สเกิร์ตข้าง, ช่องดักลมด้านข้างตัวถังแนวตั้ง, ช่องดักลมด้านข้างตัวถังชิ้นล่าง สำหรับระบายความร้อนจานเบรก, ซุ้มล้อหน้าและซุ้มล้อหลัง, แผ่นปิดใต้ท้องรถท่อนหลัง, กันชนหลัง, ชิ้น Diffuser และ Rear Splitter

ปีกหลัง (Active Rear Wing) เป็นส่วนหนึ่งของ Adaptive Aerodynamic มี 3 โหมดการทำงาน ได้แก่ Driver Downforce, DRS automatically และ High Speed Braking

ปีกหลัง (Active Rear Wing) เป็นส่วนหนึ่งของ Adaptive Aerodynamic มี 3 โหมดการทำงาน ได้แก่ Driver Downforce, DRS automatically และ High Speed Braking

McLaren 765LT ใช้เครื่องยนต์รหัส ‘M840T’ ขนาดความจุ 4.0 ลิตร (3,994 ซีซี) ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นแบบ Twin-injector หรือ 2 หัวฉีดต่อสูบ จะทำงาน 8 หัว หรือครบทั้ง 16 หัว จะขึ้นอยู่กับการคำนวณของ ECUชุด Wastegates คอนโทรลด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยระบายแรงดันจากเทอร์โบได้เร็วขึ้นขณะถอนคันเร่ง ปิดท้ายด้วยชุดท่อไอเสียไทเทเนียม (Forged from Titanium) เน้นที่ความเบา มาพร้อมชุดเฮดเดอร์ 2 วงจร จัดวางในรูปแบบไขว้ เป็นอีกหนึ่ง know-how จาก F1, ลูกสูบทั้งแปดเป็น forced aluminium, ชุดเพลาราวลิ้นใช้กรรมวิธี carbon-coated เพื่อลดแรงเสียดทานของกลไก, ระบบหล่อลื่นใช้ Dry Sump แยกอ่างน้ำมันเครื่องออกมาไว้ต่างห่าง จากนั้นจึงใช้ปั๊มแรงดันสูงอัดน้ำมันไปหล่อลื่นตามซอกต่างๆ ภายในเครื่องยนต์อย่างทั่วถึง

ปลายท่อไอเสีย Quad-Exit จากชุดหม้อพักไทเทเนียมทั้งใบ

McLaren ‘765LT’ มาพร้อมพละกำลัง ‘765 PS’ (755 bhp) ที่ 7,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 800 Nm ที่ 5,500 รอบ/นาที ใช้เกียร์แบบ 7 สปีด ‘คลัตช์คู่’ เพื่อส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อคู่หลัง ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 2.7 วินาที ผ่านหลัก 200 กม./ชม. รอเพียง 7.2 วินาที และท็อปสปีด 330 กม./ชม.

 

********************************************************

ติดตามข่าวสารขับซ่าได้  ที่นี่
ชมรายการขับซ่า34 ย้อนหลังได้  ที่นี่ 


ข่าวแนะนำ