Home ข่าวสารข่าวประชาสัมพันธ์“ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ” 10 สมาคมยานยนต์ไทยชงรัฐ ดัน Local Content สู้ศึกทุนนอก

“ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ” 10 สมาคมยานยนต์ไทยชงรัฐ ดัน Local Content สู้ศึกทุนนอก

by harit
1 minutes read

ชี้ชะตาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย! เจาะ Roadmap 3 ระยะ 10 สมาคมฯ ผนึกกำลังกู้ชีพ Supply Chain ดัน “Local Content ฝีมือคนไทย” สู้ศึกรอบด้าน

     เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 กลุ่มสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนสัญชาติไทยรวม 10 สมาคม ได้จัดงานเสวนาใหญ่ “ก้าวต่อไปอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย: 10 สมาคมผนึกภาครัฐ อัปเดตข้อเสนอฝ่าวิกฤต” เป้าหมายหลักของการรวมตัวครั้งนี้คือการรักษาฐานการผลิตของประเทศไทยและปกป้องห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างเป็นระบบ

     บทความนี้ #ทีมขับซ่า จะพาไปเจาะลึกแผนยุทธศาสตร์ที่ถูกกางออกมาเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และการต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการไทย

งานเสวนาฯ

10 สมาคมฯ ร่วมใจผนึกภาครัฐ ฝ่าวิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย

รักษาสิทธิประโยชน์ ควบคู่การสร้างความเข้มแข็งในประเทศ

     ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่อง “กติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม” การสนับสนุนให้ผู้ผลิตที่เข้ามาลงทุนต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) แลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ไม่ใช่การสร้างภาระให้ผู้บริโภค ในทางกลับกัน หากผู้ผลิตปฏิบัติตามเงื่อนไข ราคารถยนต์ก็จะยังคงเหมาะสม และในระยะยาว ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากบริการหลังการขายที่ดีขึ้น ความพร้อมของอะไหล่ และเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย

Overall 3 Phase

ภาพรวมของแผนยุทธศาสตร์ทั้ง 3 ระยะ

กางแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะ จากกู้ชีพ สู่อธิปไตยทางเทคโนโลยี

     เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรม ทางสมาคมฯ ได้นำเสนอ “ภาพรวมแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะ” โดยแบ่งหน้าที่รับผิดชอบของทั้ง 10 สมาคมเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทั้งระบบ ดังนี้

    • Phase 1: วิกฤตเร่งด่วน (Survival Phase) – กรอบเวลาระยะสั้น 1.5 ปี
      มุ่งเน้นภารกิจ “กู้ชีพ-ห้ามเลือด” รื้อโครงสร้างภาษีเพื่อถ่างช่องว่างระหว่างรถที่ผลิตในไทยกับรถนำเข้า (CBU) ทันที และใช้โควตานำเข้าผูกพันการผลิตเพื่อหยุดการนำเข้า 100% พร้อมบังคับใช้เกณฑ์ Local Content วัตถุดิบไทยแท้ (Thai Material) เพื่อปกป้องผู้ผลิตชิ้นส่วน นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดเจรจา G2G เพื่อขอโควตานำเข้าวัตถุดิบต้นน้ำในราคาพิเศษ ทลายกำแพงต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทยสู้ได้ (ขับเคลื่อนหลักโดย EVAT, TAPMA, THAISUBCON และ TFA)

    • Phase 2: ยกระดับมาตรฐาน (Building Capability) – กรอบเวลาระยะกลาง 3–5 ปี
      เข้าสู่ช่วงสร้างจุดแข็ง โดยผลักดันให้เกิด Products Champion ใหม่ เช่น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไทยมีซัพพลายเชนแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการบังคับค่ายรถเปิด Software Sandbox (Interface) ให้นักพัฒนาชาวไทยเชื่อมต่อระบบได้ พร้อมทั้งตั้งศูนย์ทดสอบ ADAS & UNR LAB ในประเทศ (ขับเคลื่อนหลักโดย TDIA, TCA และ TARA)

      ในประเด็นด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยนี้ นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ได้เน้นย้ำถึงมุมมองด้านวิศวกรรมว่า “ระบบ ADAS เป็นเงื่อนไขของการลดภาษีสรรพสามิตก็จริง แต่ทางเราก็ต้องการระบบ ADAS ที่มันสามารถใช้งานได้จริงกับสภาพการจราจรกับประเทศไทย (หรือให้พูดง่าย ๆ คือต้องการระบบ ADAS ที่ตรงจริตกับสภาพการจราจรแบบไทย ๆ ที่พัฒนาโดยวิศวกรไทยร่วมด้วย)”

    • Phase 3: อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Tech Sovereignty) – กรอบเวลาระยะยาว 5–10 ปี
      เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้รับจ้าง” สู่ “ผู้ร่วมพัฒนา” ผู้ประกอบการไทยต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) สามารถออกแบบชิ้นส่วนไฮเทคป้อนยานยนต์ยุคใหม่ และทำ Reverse Export ส่งชิ้นส่วนกลับเข้าสู่สายการผลิตระดับโลก รวมถึงสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบตเตอรี่ (Battery Circular Economy) แบบครบวงจรของอาเซียน (ขับเคลื่อนหลักโดย THPCA, TESA และ TESTA)

Phase 1–3

รายละเอียดในแต่ละระยะเวลาของโครงการ

จุดยืนเพื่อชาติ ปกป้องผลประโยชน์ไทย

     การผนึกกำลังของ 10 สมาคมในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมของภาคอุตสาหกรรม เพื่อยืนยันการเป็น “เพื่อนคู่คิดของรัฐบาล” ที่ต้องการปกป้องอุตสาหกรรมในภาพรวม โดยในช่วงท้ายของการเสวนา นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า

“เหตุผลที่มีการทำในลักษณะนี้ เป็นเพราะต้องการป้องกันผู้ผลิต/บริษัทข้ามชาติที่ไม่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นการเอนเอียงไปหาบริษัทข้ามชาติใดข้ามชาติหนึ่ง แต่เป็นการทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้กับประเทศไทยของเรา”

End

     ทิศทางหลังจากนี้ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จึงไม่ใช่แค่การตั้งรับกระแสยานยนต์ไฟฟ้า แต่คือการหาจุดสมดุลที่เป็นธรรม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งนักลงทุนต่างชาติ และรากฐานเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง และการก้าวต่อไปหลังจากนี้ คือความท้าทายในการผลักดันข้อเสนอทั้งหมดให้เกิดขึ้นจริงก่อนที่มาตรการ EV 3.5 จะสิ้นสุดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่เพียงแต่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการวางหมากตัวสำคัญ เพื่อต่อยอดสู่อนาคตที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว


ข่าวแนะนำ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา ยอมรับ เรียนรู้เพิ่มเติม