Chery Group แบรนด์รถยนต์ระดับบิ๊กเนมของประเทศจีน เตรียมเปิดตัว Lepas อีกหนึ่งแบรนด์ในเครือที่ประเทศไทย ซึ่งนับเป็นแบรนด์ที่ 4 ต่อจาก Omoda, Jaecoo และ Chery ที่ทำตลาดไปก่อนหน้า โดยการมาของ Lepas ในครั้งนี้ ชูจุดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหรา เทคโนโลยีอัจฉริยะครบครัน ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่เคยทำตลาดมา โดยจะประเดิมด้วย Lepas L6 EV รถในสไตล์ครอสโอเวอร์พิกัด B-C Segment ที่นอกจากจะเน้นเรื่องดีไซน์และประโยชน์ใช้สอยที่ครบครันแล้ว ยังมาพร้อมจุดเด่นในเรื่องความคุ้มค่า ซึ่งทาง Lepas ตั้งใจว่าจะวางราคาในระดับที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึง L6 EV ได้ไม่ยาก
ก่อนที่จะเปิดตัวแบรนด์ และรถยนต์รุ่นแรกอย่างเป็นทางการ Lepas ได้เชิญสื่อมวลชนร่วมทดลองขับ L6 EV กันแบบพอหอมปากหอมคอ ซึ่งในครั้งนี้ #ทีมขับซ่า ได้ทดลองใช้งานจริงทั้ง ระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS รวมถึงลองสมรรถนะในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อัตราเร่ง, การทำงานของระบบ Brake by Wire และการตอบสนองของช่วงล่างในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งพอจะสรุปจุดเด่น และข้อสังเกตของ Lepas L6 EV เพื่อให้ผู้ที่กำลังมองรถในกลุ่มนี้ ได้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจได้มากยิ่งขึ้น
ภาพลักษณ์หรูหรา โฉบเฉี่ยว จัดเต็มด้วยประสิทธิภาพด้านแอโร่ไดนามิคส์
นอกจากภาพลักษณ์ที่เน้นความหรูหรา สะดุดตาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ Lepas L6 EV ให้ความสำคัญก็คือ เรื่องของแอโร่ไดนามิคส์ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำเพียง 0.27 ช่วยให้ตัวรถเคลื่อนที่ได้อย่างปลิ้วไหวภายใต้แรงต้านอากาศที่ต่ำ ซึ่งช่วยให้การควบคุมที่ความเร็วสูงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้การที่มีแรงต้นน้อย ยังส่งผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองที่ต่ำลงตามไปด้วย แม้ว่าตัวรถจะมีขนาดใหญ่ในระดับแตะ C-Segment (มิติตัวถัง 1,852 x 4,570 x 1,683 มม. และมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,700 มม.) แต่เมื่อจับคู่กับแบตเตอรี่ขนาด 65 kWh ซึ่งถือเป็นแบตเตอรี่ไซส์มาตรฐานสำหรับรถ EV ยุคนี้ ยังช่วยส่งให้ Lepas L6 EV ทำระยะการเดินทางต่อชาร์จได้ถึง 510 กม. ตามมาตรฐาน NEDC (หรือ 450 กม. ตามมาตรฐาน WLTP) อีกทั้งในขณะที่วิ่งด้วยความเร็วสูง ด้วยทรวดทรงที่ถูกจัดระเบียบอย่างพิถีพิถัน ยังช่วยลดเสียงรบกวนที่มีโอกาสเล็ดลอดเข้ามาภายในห้องโดยสารได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
สมรรถนะที่ลงตัว อัตราเร่งทันใจ ใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด
ในเชิงตัวเลข แม้พละกำลัง 218 แรงม้า กับแรงบิด 275 นิวตัน-เมตร ของ Lepas L6 EV อาจจะดูไม่สูงอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่หากนี่เป็นเพียงระดับพละกำลังที่ถูกคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า กำลังประมาณนี้ กับแรงบิดในระดับนี้ เพียงพอแล้วสำหรับการตอบโจทย์ในแง่สมรรถนะ คือ สามารถตอบสนองได้อย่างทันอกทันใจในทุกย่านความเร็ว ต้น กลาง ปลาย เร่งแซงได้อย่างหวังผล ในขณะเดียวกัน ยังคงสามารถบาลานซ์การใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้ตัวรถสามารถทำระยะทางต่อชาร์จได้ไกล โดยที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่จนเกินไปนัก (ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มโหลดการทำงานให้กับตัวรถ ทั้งในแง่อัตราเร่ง และการบังคับควบคุมที่เป็นรองรถที่มีน้ำหนักเบากว่า) และหากเทียบจากตัวเลขอัตราเร่งของ Lepas L6 EV ที่วัดด้วยเครื่องมือ VBox Sport ถือว่าทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ และไม่เป็นรองรถในพิกัดเดียวกันอย่างชัดเจน

สิ่งสำคัญนอกจากความแรง คือ การบาลานซ์ระหว่างพละกำลัง ความรู้สึกในการตอบสนอง และการบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
การปรับเซ็ตช่วงล่างในแบบที่ถูกจริตคนไทย ในฐานะตัวขายแบบ Global Model
“รถจากประเทศจีนมักเซ็ตช่วงล่างในสไตลนุ่มย้วย ยวบยาบ” นี่คือ คอมเม้นท์ที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆ จากผู้บริโภคชาวไทย แต่แน่นอนว่า จากที่ลองแล้ว นี่อาจไม่ใช้คำพูดที่กล่าวถึง Lepas L6 EV ได้อย่างตรงไปตรงมามากนัก โดยสิ่งที่ #ทีมขับซ่า สัมผัสได้ หลังจากที่ได้ทดลองขับในหลากหลายรูปแบบ คือ ตัวรถในฐานะ Global Model ที่เน้นทำตลาดทั่วโลก (ทำตลาดเวอร์ชั่นพวงมาลัยขวาที่ไทยเป็นประเทศแรก) สามารถเซ็ตช่วงล่างออกมาได้น่าสนใจ และเชื่อว่าจะถูกจริตการใช้งานของคนไทยได้ไม่ยาก ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้ อาจไม่ถึงกับเฟิร์มจ๋าในสไตล์สปอร์ตจ๋า แต่ก็ไม่ได้นุ่มเกินไปจนรู้สึกป้อแป้ เป็นความรู้สึกที่กำลังดี ผสมผสานระหว่างการใช้งานที่นุ่มนวล และการทรงตัวที่มีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้ในระดับที่ควรจะเป็น ในทำนองเดียวกัน สิ่งที่เป็นความโดดเด่น นอกจากการเซ็ตช่วงล่างอย่างเหมาะสมแล้ว คงหนีไม่พ้นฟีลลิ่งการเบรก ที่ Lepas L6 EV เลือกใช้เซ็ตเบรกในรูปแบบ Brake by Wire ซึ่งใช้เซ็นเซอร์จาก Bosch IPB เวอร์ชั่น 2.0 นอกจากจะสามารถเซ็ตรูปแบบการทำงานได้อย่างที่ผู้ขับขี่ต้องการ ทั้งในแง่ความเร็วในการตอบสนอง รวมถึงน้ำหนักในการจับของคาลิเปอร์แล้ว ยังสามารถปรับการทำงานแบบอัตโนมัติตามรูปแบบการขับขี่ เพื่อให้การตอบสนองและระยะเบรก เป็นไปอย่างเหมาะสมกับสไตล์ของผู้ขับขี่อีกด้วย โดยจากผลการทดสอบ ถือว่า Lepas L6 EV ทำระยะเบรกได้น่าสนใจ

การบังคับควบคุมในแบบที่ถูกจริตคนไทย ไม่ได้แข็งแบบสปอร์ตจ๋า แต่ก็ไม่ได้นุ่มจนติดย้วย บาลานซ์ระหว่างความสบาย และสมรรถนะได้อย่างลงตัว

ระยะเบรก Lepas L6 EV เมื่อปรับการตอบสนองแบบไว และฟีลลิ่งการจับของคาลิเปอร์แบบสปอร์ต ทดสอบโดย เครื่องมือ VBox Sport
ระบบช่วยจอดอัตโนมัติที่แอดวานซ์ไปอีกขั้น เลือกจุดจอดได้ตามที่ต้องการ
ระบบความปลอดภัยพร้อมช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS ใน Lepas L6 EV ถูกจัดมาให้อย่างครบครัน โดยจากการทดลองในพื้นที่ทดสอบ ถือว่าตอบโจทย์การใช้งาน โดยเฉพาะระบบ ICA ที่นอกจากจะช่วยรักษาความเร็วและระยะห่างจากรถคันด้านหน้าแบบอัตโนมัติแล้ว ยังช่วยประคองพวงมาลัยให้ตัวรถอยู่ในเลนได้อย่างน่าประทับใจ แม้จะเจอสภาพเส้นทางที่มีความคดเคี้ยวภายในพื้นที่ทดสอบ เช่นเดียวกับระบบเตือนออกนอกเลน พร้อมช่วยดึงกลับอัตโนมัติ ที่ตอบสนองได้อย่างนุ่มนวล ไม่ชวนเหวอ แต่หากสิ่งที่ #ทีมขับซ่า ประทับใจที่สุด จากการทดลองขับ Lepas L6 EV ในครั้งนี้ คือ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Automate Parking Assistance ที่ช่วยให้การเข้าจอดรถที่มีขนาดใหญ่ ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Automate Parking Assistance ที่มาพร้อมความหลากหลาย เพิ่มความยืดหยุ่นในการจอด โดยไม่ต้องพึ่งเส้นแบ่ง หรือรถที่จอดเป็นมาร์ค

ความฉลาดในการจอดอัตโนมัติของ Lepas L6 EV คือ ตัวรถจะพยายามจอดให้อยู่กลางช่องมากที่สุด เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารขึ้น-ลง รถได้ง่าย
ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Automate Parking Assistance ใน Lepas L6 EV สามารถรองรับการทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งต่างจากระบบช่วยจอดที่แบรนด์รถหลายค่ายเคยพูดถึงในอดีต เช่น ตัวรถสามารถจอดอัตโนมัติได้ 3 รูปแบบ คือ จอดเข้าซอง, จอดขนานฟุตบาท และจอดในแนวทะแยง โดยอาศัยเส้นแบ่ง หรือรถที่จอดอยู่เป็นจุดมาร์ค แต่สำหรับ Lepas L6 EV แล้ว ระบบเพิ่มความอิสระในการเลือกท่าทางการจอดได้มากขึ้น โดยผู้ขับขี่ สามารถเลือกพื้นที่ และท่าทางการจอดของตัวรถได้อย่างอิสระผ่านส่วนบนของหน้าจออินโฟเทนเท้นท์แนวตั้งขนาด 13.2 นิ้ว จะจอดท่าไหนก็สามารถทำได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยแวดล้อม อีกทั้งระบบยังมีความฉลาดที่จะสามารถแยกแยะช่องจอดที่เหมาะสม เช่น หากช่องจอดนั้นว่างอยู่ แต่มีกรวยกั้นปิดไว้ ระบบจะไม่ยอมให้เลือกจอดในช่องที่ปิดไว้ แต่จะให้เลือกเฉพาะช่องที่ว่าง และอยู่ในคอนดิชั่นที่เหมาะสมในการจอดเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน หากกำลังถอยจอดอัตโตมัติ แต่มีคนหรือสิ่งของกีดขวางทาง ระบบจะหยุดการทำงานชั่วคราว แล้วรอจนคนเดินผ่านไปในระยะที่ปลอดภัย จึงจะถอยต่อจนเข้าจอดได้อย่างปลอดภัย โดยนอกจากระบบช่วยจอดอัตโนมัติแล้ว Lepas L6 EV ยังมีระบบช่วยนำรถออกจากช่องจอดอัตโนมัติ รวมถึงระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ ซึ่งจะทำงานในระยะ 50 เมตรสุดท้าย (ในเงื่อนไขความเร็วที่เดินหน้าเข้า ต้องไม่เกิน 20 กม./ชม.) ได้อย่างแม่นยำ ไว้ใจได้ในระดับที่สามารถใช้งานได้จริงอีกด้วย

การเลือกใช้สีเบจ แม้จะช่วยเพิ่มความหรูหรา และสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่ดีกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วย ความยากในการดูแลรักษาที่มากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก
ความหรูหรา สะดวกสบาย ที่ต้องแลกมาด้วย ความพิถีพิถันในการดูแลรักษา
Lepas L6 EV คันที่ #ทีมขับซ่า มีโอกาสได้ทดลองขับ มาพร้อมภายในสีเบจ ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่ดูหรูหรา โปร่ง และผ่อนคลาย แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกตกแต่งภายในด้วยโทนสีอ่อน ใช้ว่าทุกคนจะถูกใจ เพราะนี่อาจเป็นจุดที่ต้องใส่ใจในการดูแลรักษาเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถคงสภาพและความสดใหม่ในระยะยาว ซึ่งเมื่อเทียบกับการเลือกใช้ภายในสีเข้มแล้ว สีเบจของ Lepas L6 EV นั้น ดูแลได้ยากกว่าค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ของรถอเนกประสงค์น้องใหม่ในเครือ Chery Group คันนี้ก็คือ ระบบเอนเตอร์เทนเม้นท์ที่ทำออกมาได้น่าประทับใจ ตัวหน้าจอ 13.2 นิ้ว วางในแนวตั้งให้ความคมชัดสูง สามารถแบ่งการทำงานของทั้งระบบความบันเทิง รวมถึงการนำทางร่วมกันได้อย่างชัดเจน ประมวลผลได้ไวด้วยชิพเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8155 สามารถรองรับการใช้งานทั้ง Apple Carplay และ Android Auto แบบไร้สาย ทำงานร่วมกับเซ็ตแอมปลิฟายเออร์และลำโพงจาก Sony ที่ให้คุณภาพเสียงระดับไฮเอนด์ เบสแน่น แหลมใส ให้รายละเอียดครบถ้วน ซึ่งเชื่อว่า นี่จะเป็นแนวเสียที่ถูกใจสาย Hi-fi ชาวไทยได้ไม่ยาก !
การเปิดตัวแบรนด์และรถอเนกประสงค์รุ่นแรก Lepas L6 EV จะมีขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ คงต้องรอลุ้นกันว่า ครอสโอเวอร์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายเช่นนี้ จะถูกวางราคาในระดับที่น่าสนใจขนาดไหน ซึ่งหากมาในแนวทางเดียวกับแบรนด์อื่นๆ ในเครือ ไม่ว่าจะเป็น Jaecoo 5 EV หรือ Chery Q ก็เชื่อได้ว่า Lepas L6 EV จะเป็นอีกหนึ่งตัวละครลับ ที่มีความน่าสนใจในกลุ่ม SUV B-C Segment อภิมหาเซ็กเม้นท์ที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด ในกลุ่มตลาดรถในเมืองไทย ณ ปัจจุบัน


































