แม้ว่ารถในรูปแบบ BEV จะได้รับความนิยมอย่างมากในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้ใช้จำนวนไม่น้อย ที่ยังคงรู้สึกกังวลกับข้อจำกัดในการใช้งานของรถยนต์พลังงานงานไฟฟ้าล้วน ที่ต้องวางแผนการชาร์จเมื่อต้องเดินทางไกลๆ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพการจราจรหนาแน่น ซึ่งภาพในเชิงลบที่ออกมา ล้วนยิ่งสร้างความตระหนกตกใจให้กับกลุ่มผู้ใช้ที่ยังไม่อยากหักดิบไปใช้รถ BEV นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่บรรดาผู้ผลิตแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเน้นตอบโจทย์การใช้งานที่มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทั้งจากขุมพลังในรูปแบบ PHEV รวมถึง REEV ที่แม้มีรูปแบบการทำงานที่แตกต่าง แต่สิ่งที่เหมือนกันของทั้งคู่ คือ ความง่ายในการใช้งาน ไม่ต้องวางแผนแม้ต้องเดินทางไกล อีกทั้งยังสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ประหยัด สมรรถนะดี แบบรถไฟฟ้าล้วน ซึ่งรถ PHEV และ REEV ในยุคนี้ โดยส่วนใหญ่รองรับการวิ่งด้วย EV Mode ในระดับที่มากกว่า 100 กม. ต่อชาร์จ เป็นมาตรฐาน

Jaecoo 6T REEV ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องสมรรถนะในรูปแบบ BEV แต่ให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานได้แบบรถใช้น้ำมัน
ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล นี่คือ แนวคิดในการออกแบบของ Jaecoo 6T REEV รถในสไตล์ Boxy SUV ที่ต่อยอด แตกไลน์อัพมาจากรุ่น BEV ที่เปิดตัวไปก่อนหน้า เพื่อเน้นตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายรูปแบบ ให้สมรรถนะที่โดดเด่นบนถนน ให้ประสิทธิภาพในการลุยเส้นทางออฟโร๊ดได้อย่างไรขีดจำกัด ซึ่งหลังจากที่ได้ทดลองขับแบบสั้นๆ #ทีมขับซ่า จะพาไปเจาะลึก 5 จุดเด่น – ข้อสังเกต ของ Jaecoo 6T REEV เพื่อเป็นแแนวทางให้ผู้ที่กำลังมองรถในสไตล์ Boxy SUV ตัดสินใจกันได้ง่ายมากขึ้น
ตัวถังสไตล์ Boxy เน้นสะดุดตา สร้างความประทับใจให้ผู้พบเห็นได้ไม่ยาก
คงไม่สามารถปฎิเสธได้ว่า รถในสไตล์ Boxy SUV นั้น มีพลังงานแฝงบางอย่าง ที่เป็นตัวสร้างแรงดึงดูดผู้ใช้ได้มากกว่ารถในรูปแบบอื่นๆ เช่นเดียวกับที่ Jaecoo 6T REEV ได้รับการออกแบบด้วยรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานความแข็งแกร่งด้วยชิ้นอลูมิเนียมบนตัวถัง เน้นเรื่องความทนทาน น้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิม สมบุกสมบันในทุกรูปแบบการใช้งาน โดยหากเปรียบเทียบกับคู่แฝด Jaecoo 6T เวอร์ชั่น BEV รุ่นใหม่ที่มาในขุมพลัง REEV ถูกยืดช่วงฐานล้อให้สูงขึ้นถึง 2,783 มม. ซึ่งยาวกว่าเดิม 68 มม. ซึ่งแน่นอนว่า ความยาวที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่งผลต่อพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกในการใช้งาน นอกจากนี้ ด้วยรูปทรงตัวถังในสไตล์ Boxy ที่มีระยะโอเวอร์แฮงค์หน้า – หลังสั้น ทำให้ Jaecoo 6T REEV มีมุมเข้าหาและมุมจาก ที่มากถึง 22 และ 30 องศา ตามลำดับ (แต่ยังน้อยกว่าเวอร์ชั่น BEV ที่ 27 และ 31 องศา) และแม้ว่าจะมีระยะต่ำสุดจากพื้นเตี้ยกว่ารุ่น BEV 5 มม. แต่ Jaecoo 6T REEV ก็รองรับการลุยน้ำที่ความลึกสูงสุดในระดับ 600 มม. และรองรับการไต่ทางชันสูงสุด 55% หรือประมาณ 29 องศา (เท่ากับ J6 รูปแบบอื่นๆ ทั้งตระกูล)

ด้วยความที่ล้อหน้า – หลัง สามารถหมุนในทิศทางต่างกันได้อย่างอิสระ ส่งให้ Jaecoo 6T REEV มีขีดจำกัดในการใช้งานที่สูงขึ้น
พร้อมทุกสถานการณ์ด้วยโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบ และ Extreme U Turn Pro
แม้ภาพลักษณ์จะเป็นทรงลุยจ๋า แต่ Jaecoo 6T REEV ทำตลาดโดยเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าแบบครอบคลุม ตอบโจทย์ทั้งสายแต่งหล่อ และสายลุยตัวจริง ด้วยทางเลือกในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง และรุ่นมอเตอร์คู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ iWD ซึ่งความโดดเด่นในรุ่นนี้ อยู่ที่…เรื่องของพละกำลังในระดับสูงสุด 428 แรงม้า พร้อมกับแรงบิด 505 นิวตัน-เมตร ที่มีความสามารถในการกระจายกำลังไปยังล้อหน้า-หลัง ในอัตราส่วนที่แตกต่างกันไป โดยแปรผันกำลังการขับเคลื่อนได้อย่างอิสระตั้งแต่ หน้า 0 : หลัง 100% จนถึง หน้า 40 : หลัง 60% เพื่อรองรับการขับขี่ สภาพพื้นผิว ที่แตกต่างกันออกไป โดย Jaecoo 6T REEV มาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 9 รูปแบบ ซึ่งเป็นการเซ็ตค่าจากโรงงานเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้งานตามรูปแบบของอุปสรรคที่ต้องเจอได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ Jaecoo 6T REEV ยังมาพร้อมอีกหนึ่งฟังค์ชั่นที่เด็ด นั่นก็คือ Extreme U Turn Pro สำหรับช่วยลดวงเลี้ยวขณะที่ต้องการกลับรถในพื้นที่แคบ โดยการทำงานของระบบดังกล่าว ล้อหน้า กับล้อหลัง จะหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน เช่น หากต้องการเลี้ยวยูเทิร์นทางซ้าย ล้อคู่หน้าที่หักซ้ายจะหมุนไปในทิศทางด้านหน้าปกติ โดยล้อหลังด้านขวาจะถูกล้อคไว้ไม่ให้หมุน ส่วนล้อหลังด้ายซ้ายจะหมุนถอยหลัง เพื่อให้สามารถเลี้ยวได้ในวงที่แคบที่สุด (ลักษณะหมุนรถ ไม่ใช่เลี้ยวรถ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การใช้ระบบดังกล่าว ควรทำเฉพาะในสภาพเส้นทางที่มีแรงยึดเกาะต่ำ เช่นในโคลน หรือทราย เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายกับระบบขับเคลื่อนในระยะยาว
ประหยัดเหมือนรถไฟฟ้า แต่ยืดหยุ่นในการใช้งานเหมือนรถน้ำมัน
หน้าที่การสร้างพลังงานของ Jaecoo 6T REEV เป็นของเครื่องยนต์เบ็นซิน ความจุ 1.5 ลิตร พ่วงเทอร์โบชาร์จ โดยเครื่องยนต์ตัวนี้ รับบทบาทเพียงการปั่นไฟเพื่อเก็บกับพลังงานภายในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 33.67 kWh เน้นความ Linear ในการปั่นไฟ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง (หากมีไฟในปริมาณมาก ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟจากแบตเตอรี่เป็นหลัก โดยที่เครื่องยนต์แทบจะไม่ทำงาน) ซึ่งเมื่อใดก็ตาม ที่ไฟในแบตเตอรี่เริ่มอ่อน หรือผู้ขับขี่ต้องการพละกำลังในระดับสูงสุด ไฟที่ถูกปั่นจากเครื่องยนต์ จะถูกส่งให้กับมอเตอร์โดยตรง เพื่อให้สามารถตอบสนองในลักษณะเดียวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการทำงานได้ว่า จะเน้นการใช้งานด้วยเครื่องยนต์ปั่นไฟเป็นหลัก หรือเน้นการใช้งาน EV ให้มากที่สุด โดยจากตัวเลขที่เคลมไว้ Jaecoo 6T REEV สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้สูงสุด 190 กม. ตามมาตรฐาน NEDC สำหรับรุ่นขับเคลื่อนสองล้อหลัง และ 160 กม. สำหรับรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งเมื่อรวมการใช้พลังงานจากไฟฟ้าและน้ำมันเต็มถัง 45 ลิตร จะสามารถวิ่งได้ไกลสุดถึง 800 และ 750 กม. ตามลำดับ โดยไม่ต้องวางแผนหรือหาจุดแวะชาร์จไฟ แต่หากต้องการชาร์จ ตัวรถก็สามารถรองรับการชาร์จเร็วได้ไม่แตกต่างจากรถ BEV โดยเคลมตัวเลข DC Charge ที่ความเร็วสูงสุด 100 kW

ถือว่าเซ็ตรถมาได้ค่อนข้างดี ฟีลลิ่งการขับขี่น่าพอใจ ดูเป็นรถ 400 แรงม้า ที่ตั้งใจเซ็ตช่วงล่างให้รองรับกำลังระดับสูง
ตอบสนองเร็ว ช่วงล่างและพวงมาลัยเซ็ตได้ดี การกระจายกำลังเด่น
ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของ Jaecoo 6T REEV คือ การเลือกใช้ชิ้นส่วนช่วงล่างที่ทำจากอลูมิเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบา ช่วยลดโหลดภาระการทำงานของช่วงล่าง ไม่ว่าจะเป็นปีกนกหน้าแมคเฟอร์สันตรัท รวมถึงระบบมัลติลิ้งค์ H Arm อันเป็นจุดขายของแบรนด์ ส่งผลให้ตัวรถสามารถตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้น ซึ่งหากรวมกับฟีลลิ่งพวงมาลัยที่เซ็ตมาแบบให้ความรู้สึกเต็มไม้เต็มมือ ไม่เบาโหวง ตอบสนองไวเกินไปจนว่อกแว่ก หรือหนักมากจนรู้สึกหน่วง การเข้าโค้งรูปแบบต่างๆ รวมถึงสลาลอม สามารถตอบสนองการเปลี่ยนทิศทางได้ค่อนข้างดี มีความนิ่งมากกว่าแบรนด์พี่น้องในเครือ เมื่อเทียบกับสรีระของตัวรถทรงกล่อง ในทำนองเดียวกัน สำหรับการขับขี่ในรูปแบบออฟโร๊ด อุปสรรคอาจไม่ได้ยากในระดับที่ต้องใช้ประสิทธิภาพของตัวรถแบบ 100% แต่ก็พอที่จะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ประสิทธิภาพการกระจายกำลังของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ iWD ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจ และสามารถเลือกใช้งานได้ง่าย ด้วยโหมดสำเร็จรูปที่มีให้ผู้ขับขี่ได้เลือกถึง 9 รูปแบบ

ทางไม่โหดมากก็พอลุยได้ แต่ถ้าโหดกว่านี้…อาจจะเอาไม่อยู่ ส่วนในทางเรียบ ควรทำความเข้าใจวัตถุประสงค์การออกแบบ และพื้นฐานดีไซน์ Boxy SUV
การทำได้หลายๆ อย่างพร้อมกัน ปัญหา คือ จะไม่สามารถไปได้สุดในสักทาง
Jaecoo 6T REEV แม้หลายคนจอมองว่า นี่คือ รถในสไตล์ออฟโร๊ด แต่โดยพื้นฐานล้อและยางที่ให้มา (ทั้งขนาด 19 นิ้ว ในรุ่น ขับเคลื่อนสองล้อ และ 21 นิ้ว ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ) ดูจะเหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนเสียมากกว่า ซึ่งหากจะแปลงโฉมเป็นสายลุยแบบเต็มตัว คงต้องทำกันขนานใหญ่ อย่างน้อย ล้อและยาง คือ ต้องอัพเกรดแน่ๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว ด้วยพื้นฐานยางสแตนดาร์ด ดูจะยังมีข้อจำกัดในการขับขี่ในสภาพเส้นทางที่มีความร่วนซุย หรือเป็นปลักโคลน ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าในรุ่นมอเตอร์คู่ จะชูจุดเด่นด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.5 วินาที โดยถูกจับมาเปรียบเทียบกับรถในกลุ่มสปอร์ตแท้ๆ ที่มีสมรรถนะใกล้เคียง แน่นอน…แม้ว่าความเร็วจะทำได้ไม่ต่าง แต่สิ่งที่เป็นข้อด้อยในความเป็นรถในสไตล์ Boxy คือ ประสิทธิภาพการททรงตัวในย่านความเร็วสูง รวมถึงการเปลี่ยนทิศทางแบบกระทันหัน ซึ่งในข้อนี้ คงไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับรถที่ออกแบบมาตามวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างได้ ดังนั้น…ผู้ขับขี่ควรต้องมีประสบการณ์และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจบนท้องถนนให้สูงขึ้น เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน แม้ว่าตัวรถ Jaecoo 6T REEV จะมีระบบความปลอดภัยพร้อมช่วยเหลือการขับขี่ ADAS Level 2 แบบจัดเต็มก็ตาม
ทั้งหมดเป็นเพียงความรู้สึกจากการได้สัมผัสและทดลองขับ Jaecoo 6T REEV ในช่วงสั้นๆ ซึ่งในอนาคตอันใกล้ #ทีมขับซ่า เตรียมจัดรีวิวเต็มรูปแบบ เพื่อให้ทุกท่านได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งในแง่การใช้งาน อัตราเร่ง อัตราสิ้นเปลือง พร้อมการเปรียบเทียบกับรถในรูปแบบเดียวกัน ตามสไตล์ของเราอย่างแน่นอน…รอติดตามชมกันได้เลยครับ








