หลังจากปล่อยภาพทีเซอร์ออกมายั่วน้ำลายสายซิ่งอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง ท้ายที่สุด…ค่าย Hyundai ก็ใช้พื้นที่ในงาน Goodwood Festival of Speed 2025 ที่ประเทศอังกฤษ เผยโฉมรุ่นแรงตัวล่าสุด Hyundai Ioniq 6N ผู้มาพร้อมสมรรถนะที่เผ็ดร้อน ด้วยระดับสมรรถนะ และอัตราเร่งที่ดีที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยมีมา อีกทั้งยังเป็นรถ EV โปรดักชั่นรุ่นแรกของแบรนด์เกาหลี ที่เปิดตัวมาในสภาพ “พร้อมแข่ง” โดย Hyundai Ioniq 6N มีแพลนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2026
มิติตัวถังของ Hyundai Ioniq 6N มาในรูปแบบซีดาน D-Segment ภายใต้แพลตฟอร์ม E-GMP (เช่นเดียวกัน Ioniq 5N และ Kia EV6) ซึ่งตัวรถถูกยืดระยะให้ยาวขึ้นกว่ารุ่นที่เปิดตัวมาก่อนหน้า 15 มม. ด้วยระยะฐานล้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 2,965 มม. (Hyundai Ioniq 6 อยู่ที่ 2,950 มม.) และมีมิติตัวถัง ความกว้าง x ความยาว x ความสูง อยู่ที่ 1,940 x 4,935 x 1,495 มม. (ยาวกว่า 80 มม. และกว้างขึ้น 60 มม. จากโป่งด้านข้าง) จุดเด่นของตัวรถ อยู่ที่ความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย ซึ่งแน่นอนว่า Hyundai Ioniq 6N เป็นรถ EV สมรรถนะสูงที่สามารถขับขี่ได้ทุกวัน อีกทั้งยังพร้อมที่จะสร้างความตื่นเต้น เร้าใจให้กับผู้ขับขี่ได้ทุกครั้ง เมื่ออยากสัมผัสอารมณ์การขับขี่ในสนามแข่ง
Hyundai Ioniq 6N ซีดานเรือธงสัญชาติโคเรียน ถือเป็นรถแบรนด์เกาหลีที่เร็วที่สุดที่เคยมีมา ด้วยขุมพลัง Dual Motor ขับเคลื่อนแบบ All Wheel Drive ที่ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 650 แรงม้า (กำลังปกติที่ มอเตอร์หน้า 225 แรงม้า กับมอเตอร์หลัง 384 แรงม้า โดยสามารถเพิ่มกำลังชั่วขณะได้อีก 41 แรงม้า เมื่อเปิดใช้ N Grin Boost) พร้อมแรงบิดในระดับ 770 นิวตัน-เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขสมรรถนะในระดับเดียวกับรุ่นน้อง Hyundai Ioniq 5N ที่พัฒนาบนพื้นฐานเดียวกัน แต่หากความแตกต่างของทั้ง 2 รุ่นนี้ อยู่ที่ประสิทธิภาพในการแร่งความเร็ว ซึ่ง 5N เคลมตัวเลขจาก 0-100 กม./ชม. ไว้ภายใน 3.4 วินาที แต่สำหรับ สามารถทำตัวเลขจากจุดหยุดนิ่ง สู่ระดับความเร็วเดียวกันได้ภายในเวลาเพียง 3.2 วินาที (เร็วกว่า 0.2 วินาที) เมื่อใช้ N Launch Mode และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 257 กม./ชม. (เทียบเท่า MG IM6 จากการทดสอบด้วยเครื่องมือ VBox Sport โดย #ทีมขับซ่า) ซึ่งอย่างไรก็ตาม ความเร็วสูงสุดในระดับนี้ ยังเป็นรอง Hyundai Ioniq 5N ที่ทำได้ถึง 260 กม./ชม. อยู่เล็กน้อย
แม้ว่า Hyundai Ioniq 6N จะเป็นรถที่พัฒนาบนพื้นฐานแพลตฟอร์ม E-GMP ร่วมกับ Ioniq 5N และ Kia EV6 แต่ด้วยเทคโนโลยีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สูงบขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งให้ตัวรถได้รับการอัพเกรดประสิทธิภาพให้เหนือชั้นมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การพัฒนาในส่วนของโครงสร้างให้มีความแข็งแกร่ง พร้อมปรับดีไซน์ตัวถัง โดยเพิ่มสปอยเลอร์ท้าย เพื่อให้ตัวรถมีอากาศพลศาสตร์ที่ดีมากขึ้น (สัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd 0.27) และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การพัฒนาประสิทธิภาพของแพคแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขนาด 84 kWh (ยังไม่มีระบุตัวเลขระยะทางออกมา แต่หากเทียบกับ Ioniq 5N อยู่ที่ 448 กม. ต่อชาร์จ ตามมาตรฐาน WLTP) ที่มาพร้อมฟังค์ชั่นการปรับอุณหภูมิใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับการขับขี่ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขัน Drag, การวิ่งเซอร์กิตในระยะสั้น รวมถึงการวิ่งในสไตล์ Endurance ที่ต้องใช้ความอึดและเสถียรภาพในการควบคุมอุณหภูมิที่ดีอย่างต่อเนื่อง
สิ่งหนึ่งที่ถูกพัฒนาไปควบคู่กับ Hyundai Ioniq 6N คงหนีไม่พ้นช่วงล่าง ที่ออกแบบให้ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงมที่ต่ำลง เพื่อเสถียรภาพการยึดเกาะในทุกย่านความเร็ว โดยมาพร้อมระบบควบคุมช่วงล่างด้วยอิเล็คทรอนิคส์ ECS (Electronically Controlled Suspension) ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเซ็ตการทำงานและการตอบสนองของโช้กอัพได้หลากหลายรูปแบบ จับคู่กับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว และยาง Pirelli P Zero 5 ไซส์ 275/35 R20 (ออกแบบมาพิเศษ เพื่อ Hyundai Ioniq 6N โดยเฉพาะ) ด้านระบบเบรกมาพร้อมคาลิเปอร์ 4 POT จับคู่จาน 400 มม. ในด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์ 1 POT พร้อมจาน 360 มม.
Hyundai Ioniq 6N ยังคงเอกลักษณ์สำหรับรถในตระกูล N Car ด้วยอารมณ์ในการขับขี่ ที่มีความแตกต่างจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วไป เช่น การจำลองเสียงของเครื่องยนต์ N Active Sound+, การจำลองเสียงเสมือนการเปลี่ยนเกียร์ พร้อมไฟ N Ambient Shift Light, การแสดงผลในรูปแบบสปอร์ต หรือรถที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขัน รวมถึงลูกเล่นพิเศษที่ให้ผู้ขับขี่สามารถออกแอคชั่นมันส์ๆ ได้อย่างที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมี N Track Manager ที่ช่วยบันทึกข้อมูล และตั้งค่าการขับขี่ในแต่ละสนาม เช่นเดียวกับฟังค์ชั่น N Drift Optimizer สำหรับออกลีลากวาดท้ายในรูปแบบที่ต้องการได้อีกด้วย











