การ ปรับลดภาษีประจำปี 80% รถไฮบริด (HEV) และ ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) แม้จะยังไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการพิจารณาและร่างพระราชกฤษฎีกา แต่ก็เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงเวลานี้ โดยวัตถุประสงค์ของการ ปรับลดภาษีประจำปี ดังกล่าว ก็เพื่อมุ่งหวังลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ในช่วงระยะเวลา 3 ปี ของโครงการ รวมถึงส่งเสริมการใช้งานรถยนต์พลังใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ลดภาษีประจำปี 80% ในช่วง 3 ปีหลังประกาศ และลดต่อเนื่อง 3 ปี
สาระสำคัญของโครงการ นอกจากมีแผน ปรับลดภาษีประจำปี 80% มาให้ครอบคลุมรถในรูปแบบ HEV และ PHEV แล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่ การ ปรับลดอัตราภาษีประจำปี จะเกิดขึ้นกับรถที่ใช้ พลังงานไฟฟ้าล้วน (BEV) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2568 ด้วยเช่นกัน ซึ่งรถที่จะได้สิทธิ์ในการ ปรับลดอัตราภาษีประจำปี 80% ในครั้งนี้ คือ รถที่จดทะเบียนใหม่ ภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากวันที่พระราชกฤษฎีกา มีผลบังคับใช้ โดยจะได้รับสิทธิ์ ลดภาษีประจำปี 80% เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มจดทะเบียน ซึ่งมีความแตกต่างจากการปรับรถอัตราภาษีประจำปีของรถ BEV ในครั้งก่อน ที่เป็นการลดภาษีประจำปี 80% เฉพาะในปีแรกที่จดทะเบียนเท่านั้น
อัตราภาษีสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง (ครอบคลุมทั้งในรูปแบบ ICE, HEV และ PHEV)
| ความจุกระบอกสูบ (ซีซี.) | ภาษี ต่อ ซีซี. (บาท) | หมายเหตุ |
| ไม่เกิน 600 | 0.50 | |
| 601-1,800 | 1.50 | เป็นอัตราภาษีสำหรับรถที่มีอายุ 1-5 ปี |
| 1,801 ขึ้นไป | 4.00 |
เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ก่อนอื่นเราลองมาดูกันก่อน ว่าปกติแล้ว รถแต่ละคันนั้น มี อัตราการเสียภาษีประจำปี เท่าใดกันบ้าง ? โดยเริ่มจากรถในรูปแบบ รถไฮบริด (HEV) และ ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่เป็น รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ปกติแล้ว จะคิด ภาษีประจำปี โดยคำนวณจากความจุของเครื่องยนต์ (ซีซี.) ในอัตราก้าวหน้า หรือ ยิ่ง ซีซี. สูงขึ้นไป ก็จะยิ่งเสียภาษีประจำปีในเรทที่สูงตามไปด้วย ใน 600 ซีซี. แรก จะเสียภาษีในอัตรา ซีซี. ละ 0.50 บาท ส่วนความจุกระบอกสูบ ที่ 601 จนถึง 1,800 ซีซี. จะต้องเสียภาษีในอัตรา 1.50 บาท ต่อ ซีซี. และหากความจุเกิน 1,801 ซีซี. ขึ้นไป จะต้องเสียภาษีในอัตรา ซีซี. ละ 4 บาท จะมีเทอร์โบ หรือเป็นเครื่อง NA ก็คิดในอัตราเดียวกัน โดยอิงความจุกระบอกสูบเป็นหลัก เช่น รถปลั๊กไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ จะต้องเสียภาษีประจำปี ดังนี้
ตัวอย่าง อัตราภาษีประจำปีรถปลั๊กไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ
| ความจุเครื่องยนต์ (ซีซี.) | อัตราการคำนวน (จำนวน ซีซี. x ราคา) | ค่าใช้จ่าย (บาท) |
| ไม่เกิน 600 ซีซี. | 600 x 0.5 | 300 |
| 601-1,800 | 1,199 x 1.50 | 1,798.5 |
| 1,801 – 2,000 | 199 x 4.00 | 796 |
| รวมค่าภาษีประจำปี | 2,895 |
เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ความจุเริ่มต้นในกลุ่มรถ HEV บ้านเรา ซึ่งหากมีการปรับลดอัตราภาษี Nissan Kicks e-Power จะมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดเพียง 240 บาท
รถไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด รวมถึง REEV ในบ้านเรา เริ่มใช้เครื่องยนต์ตั้งแต่ 1.2 ลิตร ขึ้นไป เช่น Nissan Kicks e-Power จากเดิมที่มีอัตราการเสียภาษีประจำปี อยู่ที่ 1,200 บาท หากมีการปรับส่วนลดลงมาอีก 80% จะทำให้ภาษีประจำปี ลดลงมาเหลือเพียง 240 บาท เท่านั้น โดยพิกัดเครื่องยนต์ที่ได้รับความนิยมในการใช้งานร่วมกับระบบไฮบริดมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเครื่องยนต์ความจุ 1.5 ลิตร เช่น Toyota Yaris Cross และ ATIV HEV, Honda City และ HR-V e:HEV, GWM Haval H6 และ Ora 5, BYD Seal 5 และ Sealion 5 – 6, Deepal S05 REEV เป็นต้น รถในกลุ่มนี้ หลังหักส่วนลดแล้ว จะเสียภาษีประจำปีอยู่ในเรท 330 บาท (จากประมาณ 1,650 บาท) หรือหากเปรียบเทียบในกลุ่มรถ Super Car Hybrid ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ในพิกัด 4.0 ลิตร เช่น Lamborghini Temerario ที่โดยปกติแล้ว จะเสียภาษีประจำปีเกิน 1 หมื่นบาท แต่หากมีการปรับลดภาษีใน 3 ปีแรก ซูเปอร์คาร์ขุมพลังปลั๊กกินไฮบริดจากค่ายกระทิงดุคันนี้ จะเสียภาษีประจำปีเพียงประมาณ 2,060 บาท เท่านั้น
อัตราภาษีและค่าใช้จ่ายหลังหักส่วนลด 80% สำหรับรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด
| ความจุเครื่องยนต์ (ซีซี.) | อัตราภาษีปกติ (บาท) | อัตราภาษีหลังหักส่วนลด 80% (บาท) |
| 1,200 | 1,200 | 240 |
| 1,500 | 1,650 | 330 |
| 1,600 | 1,800 | 360 |
| 1,800 | 2,100 | 420 |
| 2,000 | 2,900 | 580 |
| 2,500 | 4,900 | 980 |
| 3,000 | 6,900 | 1,380 |
| 4,000 | 10,300 | 2,060 |
Lamborghini Temerario ขุมพลัง 4.0 ลิตร ปลั๊กอินไฮบริด โดยปกติเสียภาษีในระดับกว่า 10,000 บาท แต่จะลดลงมาเหลือเพียง 2,0xx บาท หลังประกาศส่วนลด 80%
เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ โดยปกติแล้ว รถในรูปแบบ BEV จะคิดอัตราภาษีประจำปี ตามน้ำหนักของตัวรถ โดยวางเรทต่ำสุดไม่เกิน 500 กก. ไว้ที่ 150 บาท (ซึ่งคงเป็นไปได้ยากสำหรับรถในรูปแบบนี้) โดยช่วงที่มีจำนวนประชากรค่อนข้างกว้าง จะอยู่ในระดับประมาณ 1,500 – 2,500 กก. ซึ่งจะป้วนเปี้ยน เสียภาษีประจำปี อยู่ในเรทตั้งแต่ 1,300 – 1,900 บาท เช่น Nevo Q05 มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,680 กก. โดยปกติจะเสียภาษีประจำปีอยู่ในเรท 1,300 บาท แต่หากมีการปรับลดภาษี 80% ในช่วง 1-3 ปีแรก หลังจากที่จดทะเบียน จะเสียภาษีประจำปีเพียง 260 บาท เท่านั้น หรือในกรณีของซูเปอร์คาร์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุด Ferrari Luce ที่มีน้ำหนักตัวราว 2,260 กก. หากจดทะเบียน จะต้องเสียภาษีประจำปีในอัตราปกติ 1,900 บาท โดยจะปรับลดลงมาเหลือเพียง 380 บาท เมื่อมีการประกาศ ปรับลดภาษีประจำปี 80% รถไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ BEV ออกมาอย่างเป็นทางการ
อัตราภาษีและค่าใช้จ่ายหลังหักส่วนลด 80% สำหรับรถ EV
| น้ำหนักรถ (กก.) | อัตราภาษีปกติ (บาท) | อัตราภาษีหลังหักส่วนลด 80% (บาท) |
| 0-500 | 150 | 30 |
| 501-750 | 300 | 60 |
| 751-1,000 | 450 | 90 |
| 1,001-1,250 | 800 | 160 |
| 1,251-1,500 | 1,000 | 200 |
| 1,501-1,750 | 1,300 | 260 |
| 1,751-2,000 | 1,600 | 320 |
| 2,001-2,500 | 1,900 | 380 |
| 2,501-3,000 | 2,200 | 440 |
| 3,001-3,500 | 2,400 | 480 |
| 3,501-4,000 | 2,600 | 520 |
Ferrari Luce รถ Super EV พลังกว่า 1,000 แรงม้า เสียภาษีในเรทปกติ 1,900 บาท และจะลดเหลือ 380 บาท หากมีการประกาศใช้ส่วนลด
แม้ว่าจะยังไม่มีประกาศออกมาอย่างชัดเจน เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาและร่าง แต่แผนการ ปรับลดภาษีประจำปี 80% รถไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ BEV ถือว่ามีความเป็นไปได้สูง หลังจากเคยถูกประกาศใช้มาแล้วกับรถ EV เมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อกระตุ้นการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ ที่ปล่อยมลพิษน้อยลง รวมถึงยังช่วยลดภาระค่าของชีพของประชาชน ที่ค่าใช้จ่ายรอบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้