Honda เผยสเป็ค Honda e:N2 ซึ่งถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นที่ 2 ในตระกูล e:N Series ก่อนเปิดตัวพร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่งาน Motor Show 2026 ซึ่งการมาของ Honda e:N2 ในครั้งนี้ ถือว่ามีความน่าสนใจในหลายๆ จุด โดยเฉพาะเรื่องของดีไซน์ รายละเอียดออพชั่น ระบบช่วยเหลือ รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่ถือว่าจัดเต็มแบบไม่มีกั๊ก ซึ่ง #ทีมขับซ่า จะพาเจาะรายละเอียดที่น่าสนใจในแต่ละจุดของ Honda e:N2 เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
| Honda e:N2 | รายละเอียด |
| ภายนอก | – แพลตฟอร์ม e:N Architecture F สำหรับรถขับเคลื่อนล้อหน้า – แนวคิด Knives Out รูปแบบตัวถัง Coupe SUV – สีตัวถัง 3 สี สีขาวไดมอนด์ดัสต์, สีเทาเออร์เบิน, และสีดำคริสตัล – กระจังหน้า Grille-less พร้อม H-Mark เรืองแสง – หลังคาซันรูฟ พร้อมม่านบังแดด – ฝาท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ – มิติตัวถัง 1,838 x 4,788 x 1,570 มม. – ระยะฐานล้อ 2,733 มม. – ระยะต่ำสุดจากพื้น 160 มม. – ล้อ – ยาง 225/50 R18 – มือจับประตูด้านนอกแบบซ่อน* – กระจกด้านหลังแบบ Privacy* – กระจกที่นั่งด้านหน้าและด้านหลังแบบกันเสียง* |
* ครั้งแรกของแบรนด์ Honda ในประเทศไทย

กระจก Privacy Glass สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และ Acoustic Glass พร้อมระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร
Honda e:N2 เป็นรถที่ได้รับการพัฒนาบนโครงสร้าง e:N Architecture F อันเป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาสำหรับรถที่ขับเคลื่อนล้อหน้าโดยเฉพาะ พร้อมการดีไซน์ตัวถังภายใต้แนวคิด Knives Out ในสไตล์ Coupe SUV ที่เน้นความโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Grille-less พร้อมโลโก้ H-Mark เรืองแสง จับคู่ล้อ – ยาง 225/50 R18 โดย Honda e:N2 มี 3 สีตัวถัง ให้เลือก ประกอบไปด้วย สีขาวไดมอนด์ดัสต์, สีเทาเออร์เบิน, และสีดำคริสตัล ตัวรถมากับมิติตัวถัง 1,838 x 4,788 x 1,570 มม. โดยมีระยะฐานล้อ 2,733 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 160 มม. โดยความโดดเด่นของ ที่ถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์ Honda ในประเทศไทย ก็คือ การที่ตัวรถออกแบบให้รับกับหลักอากาศพลศาสตร์ด้วย มือจับประตูด้านนอกแบบซ่อน และเน้นความเงียบภายในห้องโดยสารด้วย กระจกที่นั่งด้านหน้าและด้านหลังแบบกันเสียง รวมถึง กระจกสำหรับพื้นที่โดยสารตอนหลัง ยังมาในรูปแบบ Privacy Glass เพื่อเน้นความเป็นส่วนตัวในขณะเดินทาง
| Honda e:N2 | รายละเอียด |
ภายใน | – ภายใน Sukkiri Comfort เน้นความโปร่งโล่ง ผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ – ห้องโดยสารสีทูโทน เทา-ดำ ตกแต่งด้วยแถบสีส้ม – เบาะคู่หน้าพร้อมระบบระบายอากาศ – เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง และ Easy Entry / Exit – เบาะนั่งผู้ขับขี่และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าสามารถเดินผ่านถึงกันได้ – จอแสดงข้อมูลการขับขี่ 9.4 นิ้ว – จออินโฟเทนเม้นท์ 12.8 นิ้ว แบบสัมผัส – เครื่องเสียงพร้อมลำโพง Bose 12 ตำแหน่ง – รองรับ Apple Carplay และ Android Auto แบบไร้สาย – Head Up Display 11.5 นิ้ว – ระบบน้ำหอมอโรม่า 3 แคปซูล ปรับความเข้มของกลิ่นได้ 3 ระดับ ผ่านหน้าจอ 12.8 นิ้ว* – ไฟแอมเบียนไลท์แบบปรับเฉดสีได้ – ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone – ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster – USB Type-C 4 ตำแหน่ง – ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT – พื้นที่สัมภาระท้าย 513 ลิตร พร้อมปรับความสูง 2 ระดับ (ราบ หรือ ลึก) |
* ครั้งแรกของแบรนด์ Honda ในประเทศไทย

เบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมเมมโมรี่ และ Welcome Seat ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้าเป็นแบบปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศ
ภายในห้องโดยสารของ Honda e:N2 มาพร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด เน้นความโปร่งโล่ง ผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยธีมการตกแต่งภายในห้องโดยสารสีทูโทน เทา-ดำ ตกแต่งด้วยแถบสีส้ม ในส่วนของเบาะหน้ามาพร้อมระบบระบายอากาศ พร้อมออกแบบให้พื้นที่ระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสาร สามารถเชื่อมถึงกันได้อย่างอิสระ โดยเบาะนั่งผู้ขับขี่ มาพร้อมฟังค์ชั่นปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง และ Easy Entry – Exit เพื่อให้การเข้า – ออกจากตัวรถ ทำได้สะดวกมากขึ้น ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้า มาในแบบปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง นอกจากนี้ Honda e:N2 ยังเติมรายละเอียดภายในห้องโดยสารด้วยไฟแอมเบียนไลท์แบบปรับเฉดสีตามธีมหรือโหมดการขับขี่, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone รวมถึงระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster

หน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาด 12.8 นิ้ว ทำงานร่วมกับชุดเครื่องเสียงจาก Bose พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง พร้อมแอมเบียนไลท์หลากธีม
ระบบแสดงผลใน Honda e:N2 มาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 9.4 นิ้ว พร้อมด้วย Head Up Display 11.5 นิ้ว โดยความน่าสนใจอยู่ที่ระบบอินโฟเทนเม้นท์ ที่เน้นจัดเต็มด้วยหน้าจอขนาด 12.8 นิ้ว แบบสัมผัส ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay และ Android Auto แบบไร้สาย ทำงานร่วมกับ เครื่องเสียงพร้อมลำโพง Bose 12 ตำแหน่ง นอกจากนี้…หน้าจอขนาด 12.8 นิ้ว ยังสามารถใช้ควบคุม ระบบน้ำหอมอโรม่า ที่สามารถเลือกกลิ่นแบบต่างๆ ได้ถึง 3 แคปซูล โดยปรับความเข้มของกลิ่นได้ 3 ระดับ โดย Honda e:N2 ยังมาพร้อมจุดเชื่อมต่อ USB Type C 2 ตำแหน่ง ที่ด้านหน้า และอีก 2 ตำแหน่ง สำหรับพื้นที่โดยสารตอนหลัง รวมถึงยังรองรับระบบเชื่อมต่อผ้่นแอพพลิเคชั่น Honda CONNECT เพื่อควบคุม สั่งการ ดูค่าต่างๆ ของตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน

ครั้งแรกของแบรนด์ Honda กับระบบน้ำหอมอโรม่า แบบ 3 แคปซูล ปรับความเข้มของกลิ่นได้ 3 ระดับ ผ่านหน้าจอกลาง
| Honda e:N2 | รายละเอียด |
| Honda SENSING + ADAS | – ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (ทำงานที่ความเร็ว 5 กม./ชม. ขึ้นไป) – ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (ทำงานที่ความเร็ว 72-180 กม./ชม.) – ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (ทำงานที่ความเร็ว 72-180 กม./ชม.) – ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ – ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ – ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ – ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง – ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย |
| ระบบความปลอดภัย | – กระจกมองหลังแบบกล้อง พร้อมปรับลดแสงอัตโนมัติ* – ถุงลมกลางด้านหน้า* (รวมทั้งคัน 7 ตำแหน่ง) – ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว – กล้องมองภาพรอบทิศทาง – เซ็นเซอร์กะระยะ หน้า 4 จุด หลัง 4 จุด – เบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto Brake Hold – ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง – ล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ
|
* ครั้งแรกของแบรนด์ Honda ในประเทศไทย

Honda SENSING จัดเต็ม 6 ฟังค์ชั่น พร้อมระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง และระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย
สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับรถแบรนด์ Honda ในยุคนี้ คือ ระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือการขับขี่ Honda SENSING ที่ใน Honda e:N2 ยังคงจัดเต้มด้วย 6 ฟังค์ชั่นหลักๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS), ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB), ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF) โดยมีฟังค์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูงทั้ง ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information :BSI), ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) มาให้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้แล้ว Honda e:N2 ยังอัดแน่นด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยแบบครบครัน เช่น เซ็นเซอร์กะระยะ หน้า 4 จุด หลัง 4 จุด, กล้องมองรอบทิศทาง 360 องศา, ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว, ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง และที่ขาดไม่ได้ สำหรับครั้งแรกของแบรนด์ Honda ในประเทศไทย ก็คือ การมาพร้อม กระจกมองหลังแบบกล้อง พร้อมปรับลดแสงอัตโนมัติ รวมถึง ถุงลมกลางด้านหน้า คั่นระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า โดย Honda e:N2 มีถุงลมนิรภัยรวมทั้งคัน 7 ตำแหน่ง
| Honda e:N2 | รายละเอียด |
| ขุมพลัง | – มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหน้า เน้นการตอบสนองที่บาลานซ์ระหว่างความนุ่มนวล ขับสนุก – กำลังสูงสุด 204 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร – โหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ (Sport, Normal, ECON และ Snow) – แบตเตอรี่ 68.8 kWh รองรับการเดินทางต่อชาร์จ 530 กม. (NEDC) – รองรับการชาร์จ DC 78 kW และ AC 6.6 kW
|
ด้านพละกำลังของ Honda e:N2 แม้เทียบในภาพรวมแล้ว จะมีรายละเอียดที่ไม่ต่างกับรุ่นที่ออกมาก่อนหน้า ทั้งในเรื่องพละกำลัง แรงบิด รวมถึงขนาดของแพคแบตเตอรี่ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ทั้ง Sport, Normal, ECON และ Snow ช่วยให้ผู้ใช้ เลือกปรับรูปแบบการใช้งานให้เหมาะสมกับตัวเองได้มากขึ้น นอกจากนี้ แม้ว่าความจุแบตเตอรี่จะยังคงเท่ากับ Honda e:N1 ที่ 68.8 kWh แต่จากตัวเลขระยะทางต่อชาร์จที่เห็น Honda e:N2 เคลมระยะทางการวิ่งได้ไกลกว่ารุ่นก่อน 30 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งอาจหมายความว่า ในเจนเนอเรชั่นใหม่นี้ ตัวรถมีความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานได้เหนือกว่า ทั้งในเรื่องแอโร่ไดนามิคส์ รวมถึงการจ่ายไฟ ซึ่งมีผลต่ออัตราสิ้นเปลืองทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงเป็นข้อสังเกตก็คือ ความเร็วในการชาร์จ ซึ่ง Honda e:N2 รองรับการชาร์จแบบ Quick Charge ด้วยกำลังไฟสูงสุดเพียง 78 kW เท่านั้น
Honda e:N2 หากดูจากสเป็คแล้ว ถือว่าน่าสนใจแบบพร้อมที่จะสู้กับคู่แข่งในคลาสรุ่นไหนก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย คงหนีไม่พ้นการวางระดับราคา ซึ่งหากเทียบจากที่คาดการณ์ไว้ในระดับ 1.4xx ล้านบาท คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ทาง Honda จะเคาะค่าตัวของ Honda e:N2 ออกมาได้ถูกอกถูกสาวกของแบรนด์ รวมถึงผู้ใช้หน้าใหม่ในประเทศไทยได้มากน้อยขนาดไหน ?







































