Honda Accord นับเป็นรถยนต์ที่สำคัญรุ่นหนึ่งของฮอนด้าที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ในฐานะ Global Model ที่ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง อีกทั้งมีบทบาทในฐานะของรถที่เป็นผู้นำในการนำเสนอคุณค่าและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด โดยได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าทั่วโลกจากรุ่น สู่รุ่นตลอด 10 เจเนอเรชัน รวมระยะเวลากว่า 40 ปี การพัฒนา Honda Accord เจเนอเรชันที่ 11 จึงนับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในการพัฒนายนตรกรรมให้เหนือไปอีกขั้น เพื่อเป็นรถที่ไม่เพียงเติมเต็มความต้องการของลูกค้า แต่ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งยนตรกรรมที่ครอบคลุมทั้งในด้านเทคโนโลยีการขับเคลื่อน เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัย และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย
ครั้งนี้ Honda Accord e:HEV MY2026 ได้รับการยกระดับเพื่อส่งมอบคุณค่าใหม่อีกขั้น พร้อมมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ
- ใหม่ ! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย โดยระบบนี้ จะใช้เรดาร์คลื่นมิลลิเมตรที่ติดตั้งอยู่ภายในบริเวณกันชนหลัง เพื่อตรวจจับยานพาหนะที่อยู่ในมุมอับสายตา และแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ระมัดระวัง ผ่านไฟแสดงสถานะบนพื้นผิวของกระจกมองข้าง และถ้าหากมีการเปิดไฟเลี้ยว หลังจากตรวจพบยานพาหนะในตำแหน่งจุดบอด ไฟแสดงสถานะจะกระพริบพร้อมเสียงเตือน ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนเลนโดยไม่ทันสังเกต เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง
- ใหม่ ! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ขณะถอยหลัง โดยระบบจะทำการเตือนด้วยเสียงและสัญลักษณ์แสดงบนหน้าจอกลาง เมื่อมีรถยนต์คันอื่นขับสวนเข้ามาทางด้านซ้ายหรือขวาของรถขณะถอย ซึ่งระบบนี้มีประโยชน์สำหรับผู้ขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับถอยหลังในลานจอดรถที่มีรถหนาแน่นและมีมุมอับสายตาจากตำแหน่งของผู้ขับขี่
อัพเกรดความสปอร์ตพรีเมียมที่สัมผัสได้ตั้งแต่แรกเห็น
แนวคิดการออกแบบ Honda Accord e:HEV MY2026 ไม่เพียงมุ่งเน้นความหรูหราสง่างาม แต่ยังสะท้อนสมรรถนะการขับขี่ที่ดีและมอบความมั่นใจ โดยออกแบบภายใต้แนวคิด “Creative Black Tie” ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ที่เป็นทางการ แต่ก็แฝงด้วยลูกเล่นที่สนุกสนาน สะท้อนถึงการออกแบบ Honda Accord e:HEV MY2026 ให้มีเสน่ห์ น่าหลงใหล ลงตัวด้วยความเป็นสากลและความมีเอกลักษณ์ ดีไซน์ตัวรถด้านหน้าที่ดูเฉียบคม แข็งแกร่ง เชื่อมต่อกับเส้นสายด้านข้างตัวรถที่ยังคงเอกลักษณ์การใช้เส้นสายแนวนอน เพื่อเน้นโครงสร้างตัวถังในคอนเซ็ปต์ Low & Wide ส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูปราดเปรียว สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ดึงดูดทุกสายตา
- ใหม่ ! กันชนล่าง ด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง สีเดียวกับตัวรถ ในทุกรุ่นย่อย
- ใหม่ ! แถบตกแต่งมุมไฟหน้าสีใสและสีดำในทุกรุ่นย่อย
- ใหม่ ! กรอบไฟหน้าสีเดียวกับตัวรถในทุกรุ่นย่อย
- ใหม่ ! ช่องดักอากาศข้างกันชนสีดำ ในรุ่น e:HEV RS
- ใหม่ ! ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว เปลี่ยนจาก สีเงิน เป็นสีดำ Gloss Black (รุ่น e:HEV E)
- ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ตสีดำ Gloss Black (รุ่น e:HEV EL) และขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต
สีดำ Matte Black (รุ่น e:HEV RS)
เอ็กซ์คลูซีฟกว่าใครกับความสปอร์ตพรีเมียมในรุ่น e:HEV RS
- ใหม่! ช่องดักอากาศข้างกันชน เปลี่ยนจากสีเงินเป็นสีดำ เพื่อเสริมความดุดันและสปอร์ตให้กับด้านหน้าของตัวรถ
- ใหม่ ! กันชนล่างด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังสีเดียวกับตัวรถ ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมในทุกมุมมอง
- ใหม่ ! แถบตกแต่งมุมไฟหน้าสีใสและสีดำ
- ใหม่ ! กรอบไฟหน้าสีเดียวกับตัวรถ กับสัญลักษณ์ RS บนกระจังหน้าและด้านท้าย
ห้องโดยสารที่กว้างขวาง หรูหรา ประณีตทุกรายละเอียด
ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย โดยได้รับการออกแบบเพื่อมอบทัศนวิสัยที่ดี โดยเน้นการส่งมอบคุณภาพระดับพรีเมียมภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ Comfort ที่เน้นให้ทุกองค์ประกอบเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวอย่างลงตัว เช่น แผงด้านหน้าและแผงประตู ที่เชื่อมต่อกันในแนวนอน Intelligence หรือการจัดวางฟังก์ชันการใช้งานที่ยืดหยุ่น สะดวกสบาย เช่น การจัดการข้อมูลบนหน้าจอ Display Audio ที่มีขนาดใหญ่ให้อยู่ตรงกลาง และ Advance ความเรียบหรูล้ำสมัย เช่น การออกแบบบริเวณแผงคอนโซลกลางหรือที่วางแขน ให้สะท้อนภาพลักษณ์ที่มีระดับของรถ ผสานด้วยการใช้ finishing ที่ให้ความหรูหรา ประณีต เสริมด้วยการใช้วัสดุบุนุ่มในจุดที่มีการสัมผัสบ่อย
มอบความสะดวกสบายและผ่อนคลายภายในห้องโดยสาร ด้วยพื้นที่ช่วงขาและช่วงเข่าที่กว้างขวาง และพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายที่เหนือกว่ารถในระดับเดียวกัน
- ปุ่ม Experience Selection Dial ที่สามารถหมุนเพื่อเลือกและบันทึกฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถปรับเลือกระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียง และไฟสร้างบรรยากาศภายในรถยนต์ได้ ซึ่งจะแสดงผลบนระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสกับประสบการณ์การควบคุมได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งสามารถตั้งค่าผู้ใช้งานได้จำนวนสูงสุดถึง 8 แบบ
- ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ในทุกรุ่นย่อย
- ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้ (Multi-color Ambient Light) (รุ่น e:HEV EL และ e:HEV RS)
- ระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร Plasmacluster (รุ่น e:HEV EL และ e:HEV RS)

- เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง 4 ทิศทาง
- ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น-ลงรถ
- เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
- ปุ่มปรับเบาะไฟฟ้าข้างพนักพิงเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า (รุ่น e:HEV EL และ e:HEV RS)
- ระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) พร้อม Honda Smart Key Card
(รุ่น e:HEV RS)
- ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
- ม่านบังแดดกระจกข้างด้านหลัง

ขุมพลัง e:HEV พิกัด 2.0 ลิตร ให้แรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร พร้อมอัตราสิ้นเปลืองในระดับ 23.3 กม./ลิตร
ปลดล็อกทุกเส้นทางสู่ประสบการณ์ขับขี่ที่ลงตัว เพื่ออิสระของการใช้ชีวิต
ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมระบบฟูลไฮบริด Honda e:HEV – The Exciting Hybrid Drive ดั่งใจ ให้การตอบสนองที่ทันใจและทรงพลัง ด้วยการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัว ในระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) มอบแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 335 นิวตัน-เมตร และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูง ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว โดยระบบจะมอบสมดุลระหว่างสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง แรง ตอบสนองดั่งใจ มอบอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง
23.3 กม./ลิตร ให้คุณเดินทางได้ไกล ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 97 กรัม/กิโลเมตร ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด โดยระบบจะเลือกโหมดการขับขี่ที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับระดับของแบตเตอรี่ สภาพถนน และพฤติกรรมในการขับขี่ ประกอบไปด้วยการทำงานของโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่
- โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) ทำงานขณะออกตัว หรือขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ/ปานกลางคงที่ โดยมอเตอร์จะขับเคลื่อนล้อด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ในขณะที่เครื่องยนต์
ยังหยุดทำงานอยู่ มอบอัตราเร่งที่ดีเยี่ยม ออกตัวได้อย่างรวดเร็วทันใจโดยไม่ต้องรอรอบ และให้ความเงียบเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ในเมือง
- โหมดการขับขี่แบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักในการขับเคลื่อน
โดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ ทำให้เกิดแรงบิดสูงสุดอย่างรวดเร็ว
และมีอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ในขณะเพิ่มความเร็วหรือเร่งแซง
- โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) พลังขับเคลื่อนจะมาจากเครื่องยนต์
โดยชุดล็อกอัพคลัชท์ที่อยู่ในเกียร์อัตโนมัติ E-CVT จะเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง ลดการสูญเสียพลังงานเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงคงที่
- นอกจากนี้ ในขณะลดความเร็ว ระบบจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วนั้น
ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ (Regeneration)
- ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) ช่วยให้ควบคุมการชะลอความเร็วได้อย่างง่ายดายถึง 6 ระดับโดยไม่ต้องเหยียบแป้นเบรก เหมาะสำหรับการปรับระยะห่างระหว่าง
รถคันหน้า ลดความเร็วเมื่อเข้าสู่แยกไฟจราจร หรือช่วงทางลงเขา ให้ทั้งความสนุกในการขับขี่และสามารถชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ได้พร้อมกัน - สวิตช์ฟังก์ชัน Drive Mode ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ตามสไตล์ เพียงกดปุ่มที่อยู่บริเวณด้านล่างของคันเกียร์ ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบ Individual (Individual Mode) ที่สามารถเลือกรูปแบบการทำงานของระบบส่งกำลัง ปรับระดับน้ำหนักของพวงมาลัย ระบบ Adaptive cruise control และสีของมาตรวัดได้อย่างอิสระ อีกทั้งโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และ โหมดการขับขี่แบบประหยัด (Econ Mode)
- สวิตช์ควบคุมโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Switch) ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ที่ช่วยให้
ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงอารมณ์การขับขี่ด้วยไฟฟ้า พร้อมทั้ง Charge Mode ซึ่งเป็นโหมดที่จะชาร์จแบตเตอรี่ ในขณะที่รถวิ่งด้วยน้ำมัน โดยการวิ่ง 1 นาที ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. จะสามารถชาร์จไฟเพิ่ม เพื่อสามารถขับเคลื่อนด้วยระบบ EV เป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร โดยโหมด EV สามารถใช้ในการขับขี่
ช่วงความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ซึ่งเหมาะแก่การวิ่งในย่านชุมชน เพื่อยืดระยะของการวิ่งด้วย EV ให้ยาวนานขึ้น
Honda SENSING มั่นใจด้วยที่สุดของเทคโนโลยีความปลอดภัยที่พร้อมดูแลคุณในทุกการขับขี่
ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ผสานการทำงานของกล้องมุมกว้างด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้
- ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
ผสานการทำงานของเรดาร์และกล้องด้านหน้าในการทำงาน โดยระบบจะช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็ว เมื่อมีการตรวจจับว่ารถยนต์คันหน้า จักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนน อยู่ในระยะไม่ปลอดภัย โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง ซึ่งหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนอง หรือในกรณีที่อยู่ในระยะเสี่ยงต่อการชน ระบบจะช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ
โดยระบบจะทำงานที่ความเร็วตั้งแต่ 5 กม./ชม. ขึ้นไป
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
กล้องด้านหน้าจะทำการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ ซึ่งระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย เพื่อช่วยผู้ขับขี่ควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางปกติ และลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ โดยระบบจะทำงานที่ความเร็ว
72 – 180 กม./ชม.
- ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
ระบบจะใช้กล้องด้านหน้าในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจร หากพบว่ารถอยู่ในสภาวะเบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมการสั่นเตือนของพวงมาลัย และในกรณีที่รถเริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัย เพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทางปกติ ช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร โดยระบบจะทำงานที่ความเร็ว 72 – 180 กม./ชม.
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความ
เร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
ระบบช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ และระบบจะปรับความเร็วอัตโนมัติ โดยใช้เรดาร์และกล้องด้านหน้าทำงานร่วมกันในการตรวจจับรถคันหน้า เพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม และในการขับขี่ที่ความเร็วต่ำ ระบบจะช่วยปรับความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถคันหน้า รวมถึงเบรกและหยุดตามอัตโนมัติ ระบบจะเริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มที่พวงมาลัยหรือเหยียบคันเร่ง โดยระบบตั้งค่าได้ที่ความเร็ว 30 – 180 กม./ชม. และระบบยังสามารถปรับลักษณะการเร่งความเร็วได้ตามโหมด ACC ที่เลือก
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติด้วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ำเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทางหรือรถยนต์ด้านหน้า
- ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
ระบบจะปรับการทำงานของไฟสูง-ต่ำ แยกอิสระซ้าย-ขวา อัตโนมัติ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การขับขี่
ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนและปรับองศาของไฟสูงที่ความเร็วมากกว่า 10 กม./ชม. เพื่อลดการรบกวนรถยนต์ด้านหน้าหรือรถที่กำลังสวนทางมา
- ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)
ระบบที่ตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถคันหน้า โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง
เพื่อให้ผู้ขับขี่เคลื่อนที่ตามรถคันหน้า โดยระบบจะตรวจจับรถที่หยุดด้านหน้าในระยะ 10 เมตร
พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย
- ใหม่ ! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย
- ใหม่ ! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย
- ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) (รุ่น e:HEV EL และ e:HEV RS)
- ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
- ระบบเพิ่มความเสถียรและความคล่องตัวในการขับขี่ (Motion Management System: MMS)
- ระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร (ANC) และ รุ่น e:HEV RS มาพร้อมเซนเซอร์ตรวจจับเสียงรบกวนจากพื้นถนน (Road noise ANC)
- ถุงลม 8 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า ถุงลมด้านข้างคู่หน้า ม่านถุงลมด้านข้าง และ ถุงลมหัวเข่าคู่หน้า
- เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด (รุ่น e:HEV EL และ e:HEV RS)
- ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
- ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า และ ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหลัง
คอนโทรลทุกอย่างได้ สะดวกสบายกว่าที่เคย เชื่อมต่อคุณกับรถได้อย่างไร้รอยต่อ
- Honda Accord e:HEV MY2026 มาพร้อมแอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว อย่าง Google Assistant, Google Maps และแอปอื่น ๆ อีกมากมายจาก Google Play ในรถยนต์ของคุณเพื่อประสบการณ์การขับขี่แบบมีผู้ช่วยที่ราบรื่นและปรับเปลี่ยนได้ในแบบของคุณ ประกอบด้วย
- Google Assistant เมื่อมี Google Assistant คุณก็ทำสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนนหรือ
ละมือจากพวงมาลัย โทรหรือส่งข้อความหาเพื่อน ตั้งการช่วยเตือน หรือแม้แต่เปลี่ยนอุณหภูมิในรถได้ง่าย ๆ นอกจากนี้ยังนำทางไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป หรือสำรวจละแวกใกล้เคียงได้ จะข้ามไปที่เพลงถัดไป หรือย้อนฟังพอดแคสต์ก็สบายด้วยแอปสื่อที่คุณชื่นชอบ เพียงแค่พูดว่า “Ok Google” หรือกดปุ่มเสียงบนพวงมาลัยเพื่อเริ่มต้นใช้งาน ประกอบด้วย
- ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
- ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) ขนาด 11.5 นิ้ว (รุ่น e:HEV EL และ e:HEV RS)
- มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว ซึ่งเป็นจอแบบ Full Graphic LCD ที่สามารถแสดงผลทั้งการทำงานของเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ข้อมูลการขับขี่ และข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถ ในรูปแบบของกราฟิกขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังสามารถแสดงผลการทำงานของ Maps ได้เต็มหน้าจอ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบาย
- ช่องเชื่อมต่อ USB type C 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง และด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
- อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
- ล้ำสมัยกับฟังก์ชันการอัปเดตซอฟต์แวร์ Over-The-Air (OTA) ช่วยให้ผู้ใช้รถไม่เพียงสามารถ
อัปเดตระบบ Infotainment แต่ยังสามารถอัปเดตการทำงานของ ECU จากทางไกลได้ ผ่านทางระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว เพิ่มความสะดวกสบายโดยที่ไม่ต้องเข้าไปยังศูนย์บริการ
- ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key
Honda Accord e:HEV MY2026 มาพร้อมราคาใหม่ และมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่
- รุ่น e:HEV E ราคา 1,479,000 บาท
- รุ่น e:HEV EL ราคา 1,599,000 บาท
- รุ่น e:HEV RS ราคา 1,729,000 บาท
FAQ: Honda Accord e:HEV รุ่น MY2026
Q: รุ่น MY2026 ของ Honda Accord e:HEV เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง?
A: ปรับราคาลงประมาณ 50,000–70,000 บาท ทุกรุ่นย่อย และเพิ่มระบบความปลอดภัยใหม่ เช่น BSI (Blind Spot Information) และ CTM (Cross Traffic Monitor) เป็นมาตรฐานในทุกรุ่น clubza.tv
Q: รุ่นไหนราคาเท่าไหร่ และลดลงเท่าไหร่?
A: รุ่น e:HEV E ราคาใหม่ 1,479,000 บาท (ลดลง 50,000 บาท) และรุ่น e:HEV RS ราคา 1,729,000 บาท (ลดลง 70,000 บาท) clubza.tv
Q: มีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยใหม่อะไรเพิ่มเติม?
A:
BSI: ระบบเตือนมุมอับสายตา ที่ใช้เรดาร์ตรวจจับ ยานพาหนะข้างหลังและแจ้งเตือนบนกระจกมองข้างพร้อมสัญญาณเสียง หากเปิดไฟเลี้ยวขณะมีรถในจุดอับ clubza.tv
CTM: ระบบเตือนรถที่เคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง แจ้งเตือนทั้งเสียงและสัญลักษณ์บนหน้าจอกลาง clubza.tv
Q: ดีไซน์ภายนอกมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?
A: ใช้แนวคิด “Creative Black Tie” ให้งดงาม เรียบหรู และสปอร์ต บ่งบอกถึงบุคลิก Low & Wide เช่น กันชนสีเดียวกับตัวรถ, แถบตกแต่งไฟหน้า, ช่องดักอากาศสีดำ (เฉพาะ RS), ล้อ Gloss/Matte Black ขนาด 17–18 นิ้ว ตามรุ่น clubza.tv
Q: ภายในห้องโดยสารมีการอัปเกรดอะไรบ้าง?
A: ห้องโดยสารกว้างขวาง ดีไซน์เน้น Premium Comfort โดยมี:
ปุ่ม Experience Selection Dial เลือกฟังก์ชันต่าง ๆ ได้สะดวกผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3”
เครื่องเสียง BOSE 12 ลำโพง ในทุกรุ่น
Ambient Light ปรับเฉดสีได้ (เฉพาะรุ่น EL และ RS)
Plasmacluster Air Purifier (EL และ RS)
เบาะไฟฟ้า, Memory Seat, Honda Smart Key Card, ช่องแอร์หลัง และม่านบังแดดด้านข้าง ฯลฯ clubza.tv
Q: ระบบขับเคลื่อน e:HEV รุ่นนี้มีรายละเอียดอะไร?
A: ใช้ระบบ Honda e:HEV (full hybrid) ประกอบด้วย:
เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-cycle + มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว + E-CVT
ให้แรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยประมาณ 23.3 กม./ลิตร และปล่อย CO₂ เพียง 97 g/km clubza.tv
รองรับการขับเคลื่อนผ่าน 3 โหมด: EV Drive, Hybrid Drive, Engine Drive
มีระบบ Deceleration Paddle Selectors 6 ระดับ, Drive Mode หลายแบบ (Individual, Sport, Normal, Econ), EV Switch และ Charge Mode clubza.tv

















