GWM เริ่มทำตลาด Tank 500 ในประเทศไทย ด้วยขุมพลังเบ็นซิน 2.0 ลิตร ไฮบริด ซึ่ง ณ เวลานั้น ถือว่าเป็นรถในกลุ่ม PPV ที่จัดเต็มออพชั่นอำนวยความสะดวก สื่อถึงความเป็นรถอเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมได้อย่างเต็มตัว แต่ด้วยรูปแบบขุมพลังที่ดูจะยังไม่ค่อยตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ชาวไทย ทางค่ายจึงเลือกปรับแผนโดยเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบ มาทำตลาดควบคู่กันไป พร้อมวางราคาที่เน้นการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอีกระดับ

GWM Tank 500 3.0T Diesel ทำตลาดในราคาเริ่มต้น 1,669,000 บาท สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และบวกเพิ่ม 100,000 บาท ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ
ซึ่งก็ทำให้ GWM Tank 500 ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลบล็อค 2.4 ลิตร เทอร์โบ จะได้รับคำชมจากผู้ใช้ในวงกว้าง โดยเฉพาะในเรื่องความสมูทในการใช้งาน ความต่อเนื่องของระบบส่งกำลัง รวมถึงความเงียบของเครื่องยนต์บล็อคดังกล่าว แต่ก็ยังมีลูกค้าบางกลุ่มที่กำลังมอง GWM Tank 500 บอกว่า ต้องการในเรื่องของพละกำลัง และทีเด็ดทีขาดในการใช้งานที่มากยิ่งขึ้น นั่นจึงเป็นที่มาของการเปิดตัว GWM Tank 500 รุ่นย่อยใหม่ ที่มีการปรับขุมพลังเป็นบล็อคดีเซล 3.0 ลิตร รวมถึงการปรับองประกอบในหลายๆ ส่วน เพื่อยกระดับสมรรถนะ รวมถึงความสะดวกสบายในการใช้งานให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น

ภาพลักษณ์โดยรวมใกล้เคียงกับรุ่นดีเซล 2.4 เดิม มีเพียงการเติมออพชั่น รวมถึงปรับดีไซน์ของโลโก้ GWM Tank ทางด้านท้ายให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น
GWM Tank 500 3.0T Diesel ถือว่าได้รับการออกแบบมาเพื่อเติมความต้องการของผู้ใช้ในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะในเรื่องพละกำลังรวมถึงทีเด็ดทีขาดในการใช้งาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ชี้วัดระดับความพรีเมี่ยมของตัวรถ (นอกจากเรื่องคอสเมติกและออพชั่นอำนวยความสะดวก) โดยหลังจากที่ #ทีมขับซ่า มีโอกาสได้ทดลองขับในเส้นทางทดสอบหลากหลายรูปแบบ GWM Tank 500 3.0T Diesel ถือว่ามีจุดเด่น – ข้อสังเกต ในหลายๆ จุด ซึ่งพอจะสรุปได้เป็น 5 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้
1. กำลังเหลือๆ แรงบิดเหนือชั้น รองรับน้ำหนักลากจูง 3.5 ตัน
หัวใจหลักของการปรับปรุง GWM Tank 500 3.0T Diesel ในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นการปรับมาใช้เครื่องยนต์บล็อคดีเซล 4 สูบ พิกัด 3.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบแปรผัน VGT ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การนำเอาเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรเดิม มาคว้านเสื้อ ยัดลูกสูบโตอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการพัฒนาพื้นฐานบล็อคเครื่องยนต์ รวมถึงส่วนประกอบรอบข้างใหม่ โดยเน้นการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ ด้วยแรงบิดในรอบต่ำที่เรียกใช้งานได้แบบทันอกทันใจ (หากสังเกตจากตารางด้านล่างจะพบว่า GWM Tank 500 3.0T Diesel มีแรงบิดสูงที่สุด มาในรอบที่ต่ำที่สุด และรักษาช่วงแรงบิดสูงสุดได้ยาวถึง 1,000 รอบ/นาที) ด้วยการใช้เทอร์โบแปรผัน VGT จับคู่กับอินเตอร์คูลเลอร์ที่ปรับมาใช้ในรูปแบบ Water to Air (อินเตอร์น้ำ) ซึ่งช่วยลดความยาวของทางเดินอากาศเมื่อเทียบกับแบบ Air to Air ทำให้ติดบูสต์เพื่อสร้างแรงบิดสูงสุดได้เร็วมากขึ้นแล้ว การเลือกใช้อินเตอร์คูลเลอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ยังเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพด้านพละกำลังรวมถึงการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะในย่านความเร็วต่ำ เช่น การขับขี่ในรูปแบบออฟโร๊ด รวมถึงเสถียรภาพของพละกำลังในการลากจูง โดยเครื่องยนต์บล็อค 3.0 ลิตร เทอร์โบ ใน GWM Tank 500 3.0T Diesel ยังคงรักษาเอกลักษณ์ ทั้งความนุ่มนวล ความสมูทในการหมุน รวมถึงเสียงที่เงียบไว้ไม่ต่างจากสิ่งที่ลูกค้าชื่นชอบในเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 3.0 ลิตร เทอร์โบ + อินเตอร์คูลเลอร์แบบ Water to Air ให้กำลังสูงสุด 231 แรงม้า พร้อมกับแรงบิด 620 นิวตัน-เมตร จับคู่กับชุดเกียร์ 9 สปีด
เทียบระดับพละกำลัง GWM Tank 500 3.0T Diesel กับเครื่องยนต์ในระดับใกล้เคียงกัน
| รายละเอียด | GWM Tank 500 3.0T | GWM Tank 500 2.4T | Ford Everest Platinum V6 3.0 | Toyota Fortuner GR Sport | Isuzu Mu-X RS 3.0 |
| รูปแบบ | 4 สูบ 3.0 ลิตร | 4 สูบ 2.4 ลิตร | V6 3.0 ลิตร | 4 สูบ 2.8 ลิตร | 4 สูบ 3.0 ลิตร |
| กำลัง (แรงม้า) | 231 @ 3,200 | 184 @ 3,600 | 250 @ 3,250 | 224 @ 3,400 | 190 @ 3,600 |
| แรงบิด (นิวตัน-เมตร) | 620 @ 1,400-2,400 | 480 @ 1,500-2,500 | 600 @ 1,750-2,250 | 550 @ 1,600-2,800 | 450 @ 1,600-2,600 |
| ระบบส่งกำลัง | 9AT | 9AT | 10AT | 6AT | 6AT |
| Eco Sticker รวม | N/A | 13.33 | 10.52 | 14.08 | 13.51 |

ความเร็ว 90 กม./ชม. ที่เกียร์ 9 สามารถกระตุกไปที่ 120 กม./ชม. ได้แบบเนียนๆ โดยไม่ต้องลดตำแหน่งเกียร์ลงมาช่วย นี่คือ ทีเด็ดของแรงบิดระดับ 620 นิวตัน-เมตร
2. อัตราเร่งเหนือกว่าชัด แต่…อัตราสิ้นเปลืองในระดับใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร
จุดเด่นของการใช้เครื่องยนต์บล็อคใหญ่ กำลังเยอะ แรงบิดสูง อาจไม่ใช่แค่เรื่องของการตอบสนองที่มีความกระฉับกระเฉงในช่วงออกตัวด้วยแรงบิดระดับ 385 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 1,000 รอบ/นาที เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว จุดเด่นของเครื่องยนต์เหล่านี้ที่หลายๆ คนอาจไม่ค่อยได้สังเกต คือ ประสิทธิภาพในการเร่งแซงที่ให้ทีเด็ดทีขาดที่เหนือกว่ามาก โดยเฉพาะในช่วงความเร็วลอยตัว หากเทียบจากตัวเลขในตารางเทียบอัตราเร่งระหว่าง GWM Tank 500 เครื่องยนต์ 3.0 กับ 2.4 ลิตร จะพบว่า ยิ่งในย่านความเร็วสูงๆ ขึ้นไป ช่องว่างความห่างก็ยิ่งสูงขึ้นไปเท่านั้น เป็นชุดข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงความ “ไม่มีหมด” ใน GWM Tank 500 3.0T Diesel

นอกจากเร่งออกตัวได้แบบทันอกทันใจแล้ว คาแร็กเตอร์ที่สำคัญของ GWM Tank 500 3.0T Diesel คือ การไต่ความเร็วแบบไม่มีผ่อน จนไปสุดที่แตะ 185 กม./ชม. (ตามตัวเลขจากเครื่องมือ VBox Sport)
เทียบอัตราเร่ง GWM Tank 500 3.0T กับ Tank 500 2.4T
| อัตราเร่ง (วินาที) | Tank 500 3.0T | Tank 500 2.4T |
| 0-40 กม./ชม. | 2.98 | 3.59 |
| 0-60 กม./ชม. | 4.91 | 5.86 |
| 0-80 กม./ชม. | 7.21 | 8.73 |
| 0-100 กม./ชม. | 10.17 | 12.51 |
| 0-120 กม./ชม. | 14.20 | 17.27 |
| 0-140 กม./ชม. | 19.91 | 25.22 |
| 0-160 กม./ชม. | 27.95 | 39.89 |
| 60-80 กม./ชม. | 2.30 | 3.13 |
| 80-120 กม./ชม. | 7.09 | 9.03 |
| 100-120 กม./ชม. | 4.09 | 5.21 |
| ควอเตอร์ไมล์ | 17.54 วิ. @ 132.5 กม./ชม. | 18.91 วิ. @ 121.2 กม./ชม. |
นอกจากนี้แล้ว ด้วยแรงบิดที่สูงในระดับ 620 นิวตัน-เมตร ที่มาเต็มในรอบต่ำเพียง 1,400 รอบ/นาที เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขับขี่ของ GWM Tank 500 3.0T Diesel ในขณะที่มีโหลดการทำงานสูงๆ เช่น การขึ้นเขาสูงชันในเส้นทาง จ.เพชรบูรณ์ – อ.เขาค้อ ที่ #ทีมขับซ่า มีโอกาสได้ทดสอบ รวมถึงการเพิ่มน้ำหนักลากจูงในระดับกว่า 2 ตัน ของ Air Stream ที่ทางทีมงานจัดมาให้สื่อมวลชนได้ลองพละกำลังในการลากจูงของ GWM Tank 500 3.0T Diesel ซึ่งต้องยอมรับว่า แม้จะมีน้ำหนักที่มากขึ้นเป็นเท่าตัว บวกกับต้องเจอสภาพเส้นทางที่เป็นเขาสูงชัน มีความคดเคี้ยว แต่เครื่องยนต์บล็อคนี้ ยังคงให้การตอบสนองที่โดดเด่น ให้อัตราเร่งที่ทันอกทันใจ จนแทบไม่รู้สึกว่ามีน้ำหนักถูกลากจูงอยุ่ทางด้านหลัง ในขณะเดียวกัน ระบบตัวช่วยจัดการเสถียรภาพต่างๆ ของตัวรถ ยังคง (แอบ) ช่วยกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมแรงบิด รวมถึงทิศทางของตัวรถได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าในช่วงลงเขาที่จะต้องประคองชุดเทรลเลอร์ให้เข้าโค้งตามได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย อันนี้คือ ต้องยอมรับว่า…ถูกใจ “สายลาก” อย่างแท้จริง

เทียบรุ่น 2.4 กับรุ่น 3.0 ลิตร ในระยะทางประมาณ 850 กม. บนเส้นทางทุกรูปแบบ มีอัตราสิ้นเปลืองต่างกันประมาณ 1 กม./ลิตร หรือหากเติมน้ำมันเต็มถัง 78 ลิตร รุ่น 2.4 จะวิ่งได้ไกลกว่าราว 80 กม.
สำหรับการวิ่งทดสอบในเส้นทาง กรุงเทพฯ – จ.เพชรบูรณ์ – อ.เขาค้อ – กรุงเทพฯ เหมือนๆ กัน ความแตกต่างระหว่าง GWM Tank 500 3.0T Diesel กับรุ่นเดิมที่ใช้เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ในการวิ่งทางเรียบแบบ Cruising Speed (ช่วง กทม. – เพชรบูรณ์) ดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก เช่นเดียวกับในเรื่องของอัตราสิ้นเปลือง โดยหากวิ่งความเร็วเดินทาง 100 – 120 กม./ชม. รุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 7.5 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 13.33 กม./ลิตร ส่วนในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองบนหน้าจอแสดงอยู่ที่ 7.2 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 13.89 กม./ลิตร อย่างไรก็ตาม…ความแตกต่างที่ชัดเจนของเครื่องยนต์ 2 บล็อคนี้ คือ ทีเด็ดทีขาดในยามที่ต้องเจอเส้นทางที่มีความโหดหิน ซึ่ง GWM Tank 500 3.0T Diesel ให้การตอบสนองและความต่อเนื่องของพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน ดันเนินได้สนุกกว่า ออกตัวและรักษาความเร็วในขณะที่ไต่ทางชันได้ดีกว่า ด้วยแรงบิดที่มากกว่าถึง 140 นิวตัน-เมตร แต่หากความสนุกและทีเด็ดทีขาดนั้น ต้องแลกมาด้วยอัตราสิ้นเปลืองที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยหากเทียบตัวเลขการเดินทางทุกรูปแบบในระยะทางประมาณ 850 กม. GWM Tank 500 รุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร มีอัตราสิ้นเปลืองรวมอยู่ที่ 8.3 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 12.05 กม./ลิตร (ส่วนใหญ่มาเอาคืนได้ในช่วงทางเรียบ) แต่สำหรับ GWM Tank 500 3.0T Diesel มีอัตราสิ้นเปลืองรวมอยู่ที่ 9.0 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 11.1 กม./ลิตร ซึ่งเมื่อเทียบกับความสนุกและทีเด็ดทีขาดด้านพละกำลัง โดยเฉพาะในช่วงขึ้นทางชัน ถือว่ายอมรับได้
3. ช่วงล่างแน่นหนึบ ฟีลลิ่งเบรกเป็นธรรมชาติ มั่นใจได้มากขึ้น
ความน่าสนใจของค่าย GWM ในระยะหลังๆ คือ ความใส่ใจรายละเอียดในการปรับเซ็ตช่วงล่าง ซึ่งมีความแตกต่างจากรถยนต์จากประเทศจีนในยุคที่ผ่านๆ มา สิ่งนี้เราอาจเคยได้เห็นมาแล้วในยุคที่ GWM Tank 300 และ Poer Sahar ที่เซ็ตช่วงล่างในรูปแบบเดียวกับรุ่นที่ทำตลาดในฝั่งออสเตรเลีย ให้ความนุ่ม แน่น และประสิทธิภาพในการทรงตัวที่เหนือกว่ารุ่นที่นำเข้ามาล้อตแรกๆ อย่างชัดเจน ในส่วนของ Tank 500 ก็เช่นกัน แม้ว่าจะมีการปรับเซ็ตช่วงล่างใหม่ ตอนทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร แล้วก็ตาม แต่ด้วยระดับพละกำลังและแรงบิดที่มากขึ้นของเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร บวกกับความเข้าใจในจริตของผู้ใช้ที่พร้อมเติมงบเพื่อเปิดโลกกับขุมพลังบล็อคใหม่ที่ไปได้สุดยิ่งขึ้น งานนี้ทางค่ายเลยเลือกที่จะจูนกันแบบชุดใหญ่ ตั้งแต่ค่า K ของสปริง รวมถึงความหนืดภายในโช้กอัพจากแบรนด์ Tokico นอกจากนี้ยังปรับไซส์ของเหล็กกันโคลงให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจาก 21 เป็น 22 มม. เพื่อลดการให้ตัวในณะเข้าโค้งหรือวิ่งด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้ฟีลลิ่งช่วงล่างของ GWM Tank 500 3.0T Diesel มีความแน่นหนึบ (ระดับวิ่งทดสอบอัตราเร่งที่ความเร็วสูงสุดยังคงรู้สึกว่าไว้ใจได้) ต่างกับเซ็ตที่ติดตั้งมาในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับระบบเบรกที่เซ็ตใหม่ด้วยชุดปั๊มแบบ Integrated Brake Control Module (IBC) ที่รวมปั๊มเบรกกับชุดโมดูล ABS เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมกับขยายจานเบรกหลังให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น ซึ่งฟีลลิ่งเบรกในภาพรวมมีความกระชับและให้ความมั่นใจมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
4. สิ่งอำนวยความสะดวกจัดเต็ม ตอบโจทย์คำว่าพรีเมี่ยมได้อย่างลงตัว
นอกจากปรับพละกำลัง พร้อมเซ็ตช่วงล่างเพื่ออัพเกรดสมรรถนะให้สูงขึ้นแล้ว GWM Tank 500 3.0T Diesel ยังถูกยกระดีบความสะดวกสบายในการใช้งานด้วยการเติมออพชั่นที่สะท้อนความเป็นพรีเมี่ยม PPV ได้มากยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่ภายนอก ที่ปรับดีไซน์บันไดข้าง จากเดิมที่เป็นแบบ Fix ติดอยู่กับชางล่างของตัวถัง มาเป็นแบบพับ – กางด้วยไฟฟ้า ซึ่งทำงานแบบอัตโตมัติขณะเปิด – ปิด ประตู (สามารถตั้งรูปแบบการทำงานได้จากเมนูในหน้าจอกลาง) ในส่วนพวงมาลัยจากเดิมที่เป็นแบบปรับ 4 ทิศทาง แบบแมนวล เปลี่ยนมาเป็นแบบปรับไฟฟ้า ที่ทำงานได้ละเอียด และเพิ่มความสะดวกในการเข้า – ออก จากตัวรถด้วยโหมด Welcome ที่จะทำงานร่วมกับชุดเบาะด้านหน้า นอกจากนี้…เบาะแถวที่ 3 ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยฟังค์ชั่นปรับ – พับไฟฟ้า อีกทั้งในส่วนของการควบคุมต่างๆ ยังได้รับการอัพเกรดให้สามารถใช้งานได้สะดวก ลื่นไหลมากยิ่งขึ้นด้วยระบบปฎิบัติการ Coffee OS 3.0 ซึ่งรองรับทั้งการสั่งการระบบต่างๆ ของตัวรถ รวมถึงระบบความบันเทิงเต็มรูปแบบ
5. เติมงบเพียง 70,000 บาท ทีเด็ดทีขาดในการใช้งานก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด !
GWM Tank 500 3.0T Diesel วางระดับราคาเริ่มต้นไว้ที่ 1,669,000 บาท ในทริม Ultra (ไม่มีทริม Pro ให้เลือกแบบรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร) ขับเคลื่อนสองล้อ (รุ่น Black Warrior เพิ่ม 30,000 บาท เป็น 1,699,000 บาท) ซึ่งหากเทียบกับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร จะมีระดับราคาที่สูงกว่า 120,000 บาท เช่นเดียวกับในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่วางราคาไว้ที่ 1,769,000 และ 1,799,000 บาท ตามลำดับ (ส่วนต่างจากรุ่นขับเคลื่อนสองล้อกับรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ อยู่ที่ 100,000 บาท) แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปิดตัว ถึง 30 กันยายน 2569 ทาง GWM จัดราคาพิเศษช่วง Early Bird โดยมอบส่วนลด 50,000 บาท สำหรับรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ส่งให้ราคาของ GWM Tank 500 3.0T Diesel รุ่น 4WD ขยับลงมาอยู่ที่ 1,719,000 และ 1,749,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าว เมื่อเทียบกับราคา ณ ปัจจุบัน ของรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อนสี่ล้อ จะมีส่วนต่างเพียง 70,000 บาท เท่านั้น เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้มา ทั้งเครื่องยนต์บล็อคใหญ่ที่มีกำลัง แรงบิดสูงมากขึ้นแล้ว ได้ช่วงล่างที่ถูกปรับเซ็ตใหม่ให้มีความกระชับ การทำงานของระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารที่เพิ่มขึ้นแล้ว ถือเป็นส่วนต่างที่เรียกได้ว่า “คุ้มค่าและน่าลอง” กับงบประมาณส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่ม





























