GWM เปิดตัวรถอเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยม Tank 500 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล อย่างเป็นทางการ โดยวางระดับราคาเริ่มต้นเอาไว้ที่ 1,399,000 บาท สำหรับรุ่น Pro ขับเคลื่อนสองล้อ (เป็นราคาในช่วงเปิดตัว สำหรับ 500 คันแรก โดยหากพ้นช่วงเวลาดังกล่าว ราคาจะเพิ่มขึ้น 50,000 บาท สำหรับรุ่น Pro และเพิ่ม 100,000 บาท สำหรับรุ่น Ultra) ซึ่งถือเป็นระดับค่าตัวที่แข่งขันได้กับรถในกลุ่ม PPV 7 ที่นั่ง ที่แย่งชิงพื้นที่ในตลาดกันอย่างเข้มข้น โดยการกลับมาในครั้งนี้ของ GWM Tank 500 Diesel ถือว่ามีการปรับเปลี่ยนที่น่าสนใจในหลายๆ จุด หากเทียบกับรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ไฮบริด ที่เปิดตัวไปก่อนหน้า ซึ่ง #ทีมขับซ่า จะพาทุกท่านมาเจาะลึกในรายละเอียดของแต่ละรุ่นย่อย ว่าในแต่ละรุ่นนั้น มีระดับราคาและการวางออพชั่นที่แตกต่างกันขนาดไหน คุ้มไหม…หากต้องเติมส่วนต่างเพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพการใช้งานที่เหนือกว่า
ก่อนที่จะไปพูดถึง GWM Tank 500 รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมขุมำพลังดีเซลในพิกัด 2.4 ลิตร เทอร์โบ บล็อคเดียวกับที่หลายๆ ท่าน เคยได้สัมผัสใน Tank 300 ไปก่อนหน้า เรามาไล่ดูความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง GWM Tank 500 Diesel และ Tank 500 HEV กันก่อนเลย ! โดยไฮไลท์ของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ในส่วนของภาพลักษณ์ ที่มีการปรับรายละเอียดให้ตัวรถดูมีความเรียบง่าย โดยยังคงความหรูหราในแบบฉบับความเป็น 500 Series ซึ่งในด้านหน้ามากับดีไซน์รูปแบบที่ไม่ต่างจากเดิม เพียงแต่ใน GWM Tank 500 Diesel ในรุ่น Ultra จะมีการเพิ่มชุดแต่งที่เรียกว่า Black Warrior มาเป็นทางเลือก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความดุดัน เรียบหรู ดูเคร่งขรึม ซึ่งหากจะเลือกออพชั่นชุดแต่งนี้ จะต้องจ่ายเพิ่มจากค่าตัวปกติ (เริ่มที่ 1,499,000 บาท) อีก 30,000 บาท โดยชุดแต่งนี้ จะปรับรายละเอียดของตัวรถ เช่น โลโก้, กระจังหน้า, ล้อ รวมถึงกรอบอุปกรณ์ต่างๆ เป็นสีดำทั้งหมด นอกจากนี้…ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างรุ่นดีเซล และรุ่น HEV อยู่ที่ตำแหน่งของยางอะไหล่ จากเดิมที่แขวนไว้ที่บานประตูท้าย จะถูกย้ายไปอยู่บริเวณใต้ท้อง (นั่นทำให้ความยาวรวมของรุ่น HEV มากกว่า 328 มม.) เช่นเดียวกับรถ PPV ทั่วไป อีกทั้งบ้นไดข้าง จากเดิมที่เป็นแบบกาง – พับ อัตโนมัติ เมื่อเปิดประตู ถูกปรับมาเป็นรูปแบบยึดตายตัว ซึ่งผู้ใช้หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าจะให้ผลเรื่องความทนทานในระยะยาวที่เหนือกว่า

จากทางด้านหน้า…หากไม่สังเกตตำแหน่งของบันไดข้าง ก็แทบจะมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างรุ่นดีเซลและไฮบริด
นอกจากนี้แล้ว…ภายในห้องโดยสารของ GWM Tank 500 Diesel ยังมีการปรับรายละเอียดจากรุ่น HEV อีกเล็กน้อย หากจะมองว่าออพชั่นต่างๆ ถูกตัดออกไปก็คงจะไม่ผิด แต่หากเทียบกับราคาแล้วใช้แนวคิดเรื่อง “ความพอดี” มาเป็นตัวตัดสิน จะเห็นว่าส่วนต่างราคาแบบท็อปชนท็อปที่มากถึง 470,000 บาท มาเป็นตัวตัดสิน จะเข้าใจว่า ความแตกต่างที่ทำให้เข้าถึงได้ง่าย เป็นปัจจัยที่สร้างแรงดึงดูดให้ผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง โดยสิ่งที่แตกต่างภายในห้องโดยสาร คือ ในรุ่นดีเซล จะมาพร้อมภายในสีดำ สลับการตกแต่งด้วยลายไม้ จากเดิมที่รุ่น HEV มีทางเลือกทั้งภายในสีดำ และภายในสีน้ำเงิน – เบจ (ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันว่า…ดูแลรักษาได้ยากกว่า) พวงมาลัย จากเดิมที่เคยเป็นแบบปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ถูกตัดออกเป็นปรับแมนวล ซึ่งน่าจะไม่กระทบต่อการใช้งานมากนัก เช่นเดียวกับเบาะแถวที่ 3 ที่เปลี่ยนจากพับไฟฟ้า มาเป็นพับแบบแมนวล โดยในส่วนของประตูท้ายสำหรับรุ่น Ultra ยังคงมาพร้อมฟังค์ชั่น Soft Close เช่นเดิม ตบท้ายภายในกันด้วยเรื่องสุนทรียภาพขณะเดินทาง ในรุ่น HEV มาพร้อมชุดเครื่องเสียงจาก Infinity กับลำโพง 12 ตำแหน่ง ในรุ่นดีเซลยกเลิกการตีแบรนด์ โดยยังมาในจำนวนลำโพงเท่ากัน ซึ่งจากการทดลองโดย #ทีมขับซ่า แล้ว เรื่องคุณภาพเสียง อยู่ในระดับที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ จะเรียกว่า เสียงดีในระดับแนวหน้า ก็คงไม่เกินจริง
สิ่งที่เป็นจุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง GWM Tank 500 Diesel และรุ่น HEV คงหนีไม่พ้นขุมพลังและระบบขับเคลื่อน จากเดิมที่เป็นบล็อคเบ็นซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ไฮบริด ที่มีสมรรถนะค่อนข้างสูง (จนอาจเกินความจำเป็น) จับคู่ระบบส่งกำลังแบบ All Wheel Drive ตลอดเวลา (เลือกเป็นขับเคลื่อน 2 ล้อ ได้ในโหมด Eco ซึ่งต้องเลือกเอกทุกครั้งเมื่อสตาร์ทเครื่อง) ปรับมาเป็นบล็อคดีเซล ขับเคลื่อนแบบ 4 Wheel Drive (พื้นฐานขับเคลื่อน 2 ล้อ และเลือกเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้ตามรูปแบบสภาพพื้นผิว) ที่คนไทยคุ้นเคย แม้ว่าตัวเลขสมรรถนะจะถูกลดทอนลงไปจากรุ่นไฮบริดพอตัว แต่สิ่งที่ได้มาแทนที่ คงหนีไม่พ้นความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องอัตราสิ้นเปลือง จากเดิมที่หลายๆ คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะทำอัตราสิ้นเปลืองให้เห็นเลข 2 หลัก ดูจะเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับ GWM Tank 500 Diesel การขับขี่ใช้งานทั่วไป เดินทางทั้งในและนอกเมือง ตามความเร็วแบบ “ถึงพร้อม Google Map” อัตราสิ้นเปลืองที่ #ทีมขับซ่า ทำได้อยู่ในระดับ 13.5 – 14.0 กม. ต่อลิตร แบบสบายๆ สำหรับรุ่น Ultra ขับเคลื่อน 4 ล้อ และจะดีขึ้นเล็กน้อย ประมาณ 0.3-0.5 กม. ต่อลิตร เมื่อขับในรุ่น ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเป็นอัตราสิ้นเปลืองในระดับ “ปกติ” เมื่อเทียบกับ PPV ที่ทำตลาดอยุ่ ณ ปัจจุบัน

เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบ กำลัง 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวตัน-เมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2WD (ที่แรกในไทย) และ 4WD
เทียบรายละเอียดสำคัญระหว่าง GWM Tank 500 Diesel vs. HEV
| รายละเอียดพื้นฐาน | Tank 500 Diesel 4WD Ultra | Tank 500 HEV AWD Ultra |
| กว้าง x ยาว x สูง (มม.) | 1,930 x 4,760 x 1,903 | 1,934 x 5,078x 1,905 |
| ระยะฐานล้อ (มม.) | 2,750 | 2,750 |
| ระดับต่ำสุดจากพื้น (มม.) | 224 | 224 |
| ขนาดล้อและยาง | 265/50 R20 | 265/50 R20 |
| น้ำหนักตัวรถ (กก.) | 2,560 | 2,585 |
| รูปแบบเครื่องยนต์ | ดีเซล เทอร์โบ 2.4 ลิตร | เบ็นซิน เทอร์โบ 2.0 ลิตร ไฮบริด |
| กำลังสูงสุด (แรงม้า) | 184 @ 3,600 | เครื่องยนต์ 245, มอเตอร์ 106 แรงม้า |
| แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร) | 480 @ 1,500-2,500 | เครื่องยนต์ 380, มอเตอร์ 268 นิวตัน-เมตร |
| โหมดการขับขี่ | 2H, 4H, 4L, Snow, Sand, Mountain, Rock, Expert | Standard, Sport, Eco (2WD), Snow, Mud, Sand, Rock, 4H, Auto, 4L, Expert |
| ความจุถังน้ำมัน | 78 ลิตร | 75 ลิตร |
| โหมดลุยน้ำ | – | O |
| ตำแหน่งยางอะไหล่ | ใต้ท้องรถ | ด้านท้าย |
| บันไดข้าง | O | พับไฟฟ้า |
| สีภายใน | สีดำ | สีดำ / สีน้ำเงิน – เบจ |
| พวงมาลัยปรับ 4 ทิศทาง | O | ปรับไฟฟ้า |
| เครื่องเสียง | 12 ลำโพง | Infinity 12 ลำโพง |
| เบาะแถวที่ 3 | พับแมนวล | พับไฟฟ้า |
| ราคาล่าสุด (บาท) | 1,599,000 | 2,069,000 |
เทียบรายละเอียด…อุปกรณ์ที่มีให้ใน GWM Tank 500 Diesel ทุกรุ่นย่อย
| GWM Tank 500 Diesel | อุปกรณ์ที่มีให้ในทุกรุ่นย่อย |
| ภายนอก | – มิติตัวถัง 1,930 x 4,760 x 1,903 มม. – ระยะฐานล้อ 2,850 มม. – ระยะต่ำสุดจากพื้น 224 มม. – ไฟหน้า – ไฟท้าย LED พร้อมไฟตัดหมอกหน้า – หลัง – ราวหลังคา – บันไดข้างแบบยึดตายตัว |
| ภายใน | – ทริมการตกแต่งภายในสีดำ – พวงมาลัยแบบมัลติฟังค์ชั่น ปรับ 4 ทิศทาง พร้อม Paddle Shift – USB สำหรับกล้องบันทึกภาพหน้ารถ – เบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง – เบาะหลังพับ 60:40 พร้อมที่วางแขน และที่วางแก้วน้ำ – เบาะแถวที่ 3 พับ 50:50 แบบแมนวล – ระบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ + กรองอากาศ N95 พร้อมช่องแอร์ตอนหลัง – หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว – รองรับ Apple Carplay และ Android Auto – ระบบไล่ฝ้าด้านหน้าอัตโนมัติ – กระจกไฟฟ้า 4 บาน แบบ One Touch – ไวร์เลสชาร์จ 50 วัตต์ พร้อม USB A และ C ด้านหน้า และ USB A ด้านหลัง – ระบบสั่งการด้วยเสียง, เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่น และอัพเกรดผ่าน OTA |
| ระบบช่วงล่าง | – ช่วงล่างหน้า Double Wishbone – ช่วงล่างหลัง Multi Link – พวงมาลัยปรับน้ำหนักได้ 3 ระดับ แปรผันตามความเร็ว |
| ระบบความปลอดภัย | – กล้องมองรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมแสดงภาพจากพื้น – กระจกข้างปรับองศาอัตโนมัติเมื่อถอยหลัง (OSRVM) – ปรับไฟสูง – ต่ำ อัตโนมัติ – ไฟตัดหมอกหลัง – ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง – TPMS – ESS – HAS, HDC – ADAS ทางด้านหน้า – Intelligence ACC และ TJA – ระบบอ่านป้านจราจรพร้อมแจ้งเตือนความเร็ว |
GWM Tank 500 Diesel ทำตลาดใน 3 รุ่นย่อย ประกอบไปด้วย 2WD Pro, 2WD Ultra และ 4WD Ultra โดย ณ ปัจจุบัน (500 คันแรก) วางราคาอยู่ในระดับที่ห่างกันรุ่นย่อยละ 1 แสนบาท จุดที่น่าสนใจก็คือ ในรุ่น 2WD Pro แม้ว่าจะเป็นรุ่นเริ่มต้น ที่ราคา 1,399,000 บาท แต่ก็ให้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จำเป็นมาแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ภายนอกที่เน้นความหรูหรา มาพร้อมเซ็ตไฟ LED เปิด-ปิด และปรับไฟสูง-ต่ำ อัตโนมัติ เช่นเดียวกับภายในที่ตกแต่งด้วยเซ็ตเบาะสีดำดัดด้วยลายไม้, เบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง, ระบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัตแบบแยกโซน พร้อมกรองอากาศ N95, รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay และ Android Auto รวมถึงรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง การควบคุมตัวรถผ่านแอพพลิเคชั่น และการอัพเกรดข้อมูลต่างๆ ผ่าน OTA นอกจากนี้ GWM Tank 500 Diesel ในทั้ง 3 รุ่นย่อย ยังจัดเต็มระบบความปลอดภัยด้วยฟังค์ชั่นชวยเหลือการขับขี่ขั้นสูงทางด้านหน้า เช่น ระบบเตือนการชนพร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติ, ระบบอ่านป้ายจราจรพร้อมเตือนความเร็ว, ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติที่ทำงานในทุกย่านความเร็ว และที่ขาดไม่ได้ก็คือ กล้องมองรอบทิศทางแบบ 540 องศา (มองทะลุพื้น), ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และระบบเตือนลมยางกับล้อขนาด 265/60 R18 ซึ่งในระดับราคาไม่ข้าม 1.4 ล้านบาท ยากที่รถในกลุ่ม PPV 7 ที่นั่ง จะให้ได้ครบ
อุปกรณ์ที่แตกต่างกันใน GWM Tank 500 ในทุกรุ่นย่อย
| รายละเอียด | Diesel 2WD Pro | Diesel 2WD Ultra | Diesel 4WD Ultra | HEV AWD Ultra |
| ภายนอก | ||||
| กระจกข้างปรับ-พับ | ไฟฟ้า | ไฟฟ้า + จำตำแหน่ง | ไฟฟ้า + จำตำแหน่ง | ไฟฟ้า + จำตำแหน่ง |
| หลังคาซันรูฟไฟฟ้า | – | O | O | O |
| ประตูท้าย | O | ระบบดูด | ระบบดูด | ระบบดูด |
| ล้อ – ยาง | 265/60 R18 | 265/50 R20 | 265/50 R20 | 265/50 R20 |
| ชุดแต่ง Black Warrior | – | เพิ่ม 30,000 บาท | เพิ่ม 30,000 บาท | – |
| ภายใน | ||||
| แอมเบียนไลท์ | – | O | O | O |
| วัสดุหุ้มเบาะ | หนังสังเคราะห์ | หนังสังเคราะห์-Nappa | หนังสังเคราะห์-Nappa | หนังสังเคราะห์-Nappa |
| สีภายใน | สีดำ | สีดำ | สีดำ | สีดำ / น้ำเงิน – เบจ |
| พวงมาลัย | ปรับ 4 ทิศทาง | ปรับ 4 ทิศทาง | ปรับ 4 ทิศทาง | ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง |
| เบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า | 8 ทิศทาง | 8 ทิศทาง + ดันหลัง 4 ทิศทาง และเมมโมรี่ | 8 ทิศทาง + ดันหลัง 4 ทิศทาง และเมมโมรี่ | 8 ทิศทาง + ดันหลัง 4 ทิศทาง และเมมโมรี่ |
| เบาะผู้โดยสารปรับไฟฟ้า | 4 ทิศทาง | 6 ทิศทาง + VIP | 6 ทิศทาง + VIP | 6 ทิศทาง + VIP |
| ฟังค์ชั่นนวด | – | คู่หน้า | คู่หน้า | คู่หน้า |
| ระบายอากาศเบาะ | – | – | หน้า – หลัง | หน้า – หลัง |
| ม่านบังแดดแถวที่ 2 | – | O | O | O |
| เบาะแถว 3 พับ 50:50 | O | O | O | พับไฟฟ้า |
| จออินโฟเทนเม้นท์ | 12.3 นิ้ว | 14.6 นิ้ว | 14.6 นิ้ว | 14.6 นิ้ว |
| ลำโพง | 8 ตำแหน่ง | 12 ตำแหน่ง | 12 ตำแหน่ง | Infinity 12 ลำโพง |
| HUD | – | O | O | O |
| กรองอากาศ | N95 | N95, PM2.5, Ionizer | N95, PM2.5, Ionizer | N95, PM2.5, Ionizer |
| ช่องชาร์จไฟ 220 โวลต์ | – | O | O | O |
| ระบบตัดเสียงรบกวน | – | O | O | O |
| ระบบความปลอดภัย | ||||
| OSRVM | O | พร้อมเมมโมรี่ | พร้อมเมมโมรี่ | พร้อมเมมโมรี่ |
| ล็อค-ปลดล็อคอัตโนมัติ | – | เมื่อเข้าใกล้รถ | เมื่อเข้าใกล้รถ | เมื่อเข้าใกล้รถ |
| ระบบล็อคป้องกันเด็ก | O | ไฟฟ้า | ไฟฟ้า | ไฟฟ้า |
| กระจกมองหลังตัดแสง | O | อัตโนมัติ | อัตโนมัติ | อัตโนมัติ |
| เซ็นเซอร์กะระยะ | หน้า 4, หลัง 4 | หน้า 6, หลัง 6 | หน้า 6, หลัง 6 | หน้า 6, หลัง 6 |
| ช่วยจอดอัตโนมัติ | – | 3 รูปแบบ | 3 รูปแบบ | 3 รูปแบบ |
| ADAS | เฉพาะด้านหน้า | Full | Full | Full |
| เตือนจุดอับสายตา | – | พร้อมช่วยเบรก | พร้อมช่วยเบรก | พร้อมช่วยเบรก |
| เตือนเมื่อเปลี่ยนเลน | – | O | O | O |
| RCTA & RCTB | – | O | O | O |
| เตือนเมื่อเปิดประตู | – | O | O | O |
| ระบบช่วยการขับขี่ | ||||
| โหมดการขับขี่ | 3 รูปแบบ | 3 รูปแบบ | 8 รูปแบบ | 11 รูปแบบ |
| การแสดงผล Off Road | – | – | O | O |
| ตรวจจับความลึกของน้ำ | – | O | O | O |
| Tank Turn | – | – | O | O |
| Off Road Cruise | – | – | O | O |
| Diff Lock | – | – | หน้า – หลัง | หน้า – หลัง |
| ราคา | ||||
| ราคา (บาท) | 1,399,000 | 1,499,000 | 1,599,000 | 2,069,000 |
สำหรับ GWM Tank 500 Diesel รุ่น 2WD Ultra เติมงบอีก 100,000 บาท เรียกได้ว่า จัดเต็มออพชั่นอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัย โดยสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา เริ่มตั้งแต่การอัพขนาดล้อเป็นไซส์ 265/50 R20, เพิ่มหลังคาพาโนรามิคซันรูฟพร้อมม่านไฟฟ้า, เพิ่มฟังค์ชั่นปิดประตูท้ายแบบ Soft Close แต่ไฮไลท์ความต่างจริงๆ คงอยู่ที่ภายในที่เน้นความหรูหราแบบเต็มพิกัด เริ่มที่การเปลี่ยนวัสดุหนังเป็น Nappa พร้อมฟังค์ชั่นการปรับไฟฟ้าในทิศทางที่มากกว่าในคู่หน้า โดยมาพร้อมระบบเมมโมรี่ 3 ตำแหน่ง ในทั้ง 2 ฝั่ง นอกจากนี้ยังมีฟังค์ชั่นนวดไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายให้กับผู้ขังบขี่และผู้โดยสารตอนหน้า เช่นเดียวกับการปรับไซส์ของหน้าจออินโฟเทนเม้นท์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 14.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับลำโพง 12 ตำแหน่ง มี Head Up Display พร้อมระบบนำทางมาให้ เพิ่มระบบตัดเสียงรบกวนในห้องโดยสาร, ระบบกรองและฟอกอากาศ, ม่านบังแดดสำหรับแถวที่ 2 และปลั๊กเสียบไฟ 220 โวลต์ มาให้แบบครบครัน นอกจากนี้…ฟังค์ชั่นการทำงานของ ADAS ยังถูกยกระดับขึ้นไปเป็น Level 2+ ด้วยการเพิ่มระบบเตือนจุดอับสายตา, ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถตัดผ่านทางด้านหลัง, ระบบช่วยเตือนเมื่อเปิดประตู พร้อมด้วยฟังค์ชั่นช่วยจอดอัตโนมัติ 3 รูปแบบ ไม่นับเครื่องยนต์ที่วางกำลังในระดับกึ่งกล่างระหว่างตัวเริ่มและตัวท็อปของค่ายอื่นๆ ถือว่าในงบไม่ข้าม 1.5 ล้าน คือ ได้ของมากกว่าชาวบ้านแบบไม่เกินจริง

ปรับโหมดการขับขี่ 8 รูปแบบ ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องหยุดรถ เพียงหมุนปุ่มที่คอนโซลกลาง (ในความเร็วไม่เกิน 75 กม./ชม.)
หากรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งาน เติมงบอีก 100,000 บาท ไป GWM Tank 500 Diesel รุ่น 4WD Ultra ในราคา 1,599,000 บาท สิ่งที่จะได้มานอกจากความหลากหลายในการใช้งานที่มากขึ้นแล้ว ระบบการแสดงผลภายในตัวรถ ยังรองรับการใช้งานในรูปแบบ Off Road ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ตั้งแต่หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว ที่มาพร้อม Off Road Meter แสดงมุมล้อ องศาการไต่ทางชัน ความเอียง โดยมีโหมดการขับขี่ออฟโร๊ดมาให้เลือกอีกถึง 7 รูปแบบ ให้เหมาะกับสภาพพื้นผิวและเส้นทาง เช่นเดียวกับเพิ่มความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรค์ด้วย Diff Lock ไฟฟ้า ที่มีมาให้ใช้งานได้ทั้งในล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง พร้อมด้วยฟังค์ชั่น Off Road Cruise Control เพื่อช่วยรักษาความเร็วสำหรับการขับขี่ในเส้นทางทุรกันดารให้เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น





























