Home บทความแนะนำFormula 1 2026 คู่มือดู F1 ฉบับเข้าใจง่าย ศัทพ์เฉพาะที่หากอยากเชียร์ให้สนุก…ต้องรู้ !

Formula 1 2026 คู่มือดู F1 ฉบับเข้าใจง่าย ศัทพ์เฉพาะที่หากอยากเชียร์ให้สนุก…ต้องรู้ !

by Admin clubza.tv
3 minutes read

การแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2026 เตรียมระเบิดศึกในช่วงวันที่  6-8 มีนาคม นี้ ณ Albert Park ประเทศออสเตรเลีย ในช่วง โดย ณ ปัจจุบัน ทีมต่างๆ อยู่ระหว่างการซุ่มพัฒนาและเปิดตัวรถแข่งฤดูกาลใหม่กันอย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมที่จะลงทดสอบ Pre Season Test แรก ในช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2026 ซึ่งด้วยกติการแข่งขันที่เปลี่ยนไปในหลายๆ จุด รวมถึงการเข้ามาของแบรนด์ผู้ผลิตหน้าใหม่ น่าจะทำให้การขับเคี่ยวของ Formula 1 ฤดูกาล 2026 เป็นไปอย่างเข้มข้น สูสี ดูสนุก มากยิ่งขึ้น

la f1 de 2026 cambia de tamano coches mas pequenos mas espectaculo y nuevos dolores de cabeza 2025111713 1766405601 3

Formula 1 ฤดูกาล 2026 รถใหม่ กติกาใหม่ แบรนด์ใหม่ เครื่องยนต์ใหม่ เริ่มจากศูนย์ทุกทีม…ลุ้นกันมันส์หยดแน่นอน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา…การมาของซีรีส์ Drive To Survive ใน Netflix ทำให้กระแสความนิยมของการแข่งขัน Formula 1 ทั่วโลก เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แม้เนื้อหาโดยรวม รวมถึงการใช้เทคนิคการตัดต่อเพื่อดึงดราม่าในการแข่งขัน อาจจะยังไม่ถูกอกถูกใจผู้ชมวัยเก๋ามากนัก แต่อย่างไรก็ตาม…ความง่ายในการเข้าถึงเนื้อหา ถือเป็นหัวใจที่ช่วยสร้างแรงดึงดูดให้กับมอเตอร์สปอร์ตระดับ Top Tier รายการนี้) โดยจากการวิเคราะห์ของเว็บไซท์ Motorsport.com พบว่า มีนักชมหน้าใหม่ติดตามการแข่งขัน Formula 1 เพิ่มขึ้นถึง 16% ในช่วง 5 ปีหลัง แต่อย่างไรก็ตาม…สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะกับนักชมหน้าใหม่ หรือผู้ที่อยากจะติดตามการแข่งขัน Formula 1 อย่างจริงจังก็คือ ความยากในการเข้าถึงข้อมูลด้านเทคนิค ซึ่งในแต่ละการแข่งขัน จะมีศัพท์เฉพาะต่างๆ มากมาย จนอาจทำให้ดูแล้วเกิดความไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงการใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละทีม ซึ่งเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น #ทีมขับซ่า ได้เรียบเรียงข้อมูล รวมถึงคำศัพท์เฉพาะต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมหน้าใหม่ ได้เข้าใจรูปแบบและกลยุทธ์ในการแข่งขัน Formula 1 มากขึ้น

formula 1 australian gp 2022 c 2

DRS ลืมคำนี้ไปก่อน ! แล้วมาโฟกัสที่ Overtake Mode

ลูกเล่นใหม่ที่ต้องรู้ สำหรับการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2026

Overtake Mode : เมื่อ DRS (Drag Reduction System) ถูกยกเลิกแล้วแทนที่ด้วยโหมด Overtake Mode ความน่าสนใจก็คือ โหมดนี้จะใช้เพื่อเพิ่มกำลังในขณะที่ต้องการแซงในจุดที่กำหนด (Detection Zone) เฉพาะกรณีที่ตามรถคันด้านหน้าในเวลาไม่เกิน 1 วินาที โดย Overtake Mode สามารถเลือกใช้แบบจัดเต็มครั้งเดียวจนหมด หรือเลือกใช้ทีละน้อย เพื่อเซฟพลังงานไว้ใช้ในจุดที่เหมาะสมกว่าก็ได้

691754b5eea1362f1f3056a7 Capture decran 2025 11 14 161942

Active Aerodynamic การควบคุมการสร้าง Downforce ที่นักแข่งจะต้องเลือกด้วยตัวเองในการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2026

Active Aero : แม้ไม่มี DRS แต่สิ่งที่ได้กลับมาในกติกาการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2026 ก็คือ ระบบแอโร่ไดนามิคส์แบบแอคทีฟ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเปิดแค่ปีกท้าย แต่ในครั้งนี้ นักขับจะสามารถเลือกปรับมุมทั้งปีกหน้าและสปอยเลอร์ท้าย เมื่อต้องการความเร็วสูงสุด หรือต้องการ Downforce ขณะเข้าโค้ง (จะถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้น) โดยนักขับจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ว่าในแต่ละช่วงของสนามต้องการปรับ Active Aero ในรูปแบบไหน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ได้มากที่สุด

Boost Button : นี่อาจไม่ใช่ฟังค์ชั่นใหม่สำหรับการแข่งขัน Formula 1 หากแฟนๆ รุ่นเก่าคุ้มหูกับคำว่า “ใช้ประจุ” แต่อย่างไรก็ตาม มันอาจจะเป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นในฤดูกาล 2026 โดยเป็นปุ่มที่ใช้เรียกกำลังทั้งหมดจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้ที่ใดก็ได้ในสนาม เพื่อเร่งแซงหรือป้องกันการถูกแซง โดย Boost Mode จะใช้จากกำลังไฟที่ได้มาจากการสะสมของระบบ ERS

f1 concept

เราอาจได้เห็นการแซงที่สนุกและเข้มข้นมากขึ้น ด้วยข้อจำกัดและรุปแบบการพัฒนาที่เปลี่ยนไปใน Formula 1 2026

Recharging : มีชื่อเรียกแบบเต็มยศว่า ระบบ Energy Recovery System (ERS) เป็นการสะสมพลังงานจากการขับขี่ (เลือกระดับความเข้มข้นในการชาร์จได้ คล้ายกับการเลือก Regenerative Brake ของรถ EV หรือรถไฮบริด) เช่น การเบรก การลดความเร็วก่อนเข้าโค้ง รวมถึงการรักษาความเร็วในโค้ง (การเลือกใช้แอโร่ไดนามิคส์แอคทีฟในรูปแบบที่ต่างกัน ย่อมทำให้ระดับความเข้มข้นในการชาร์จพลังงานกลับ ต่างกันไปด้วย) พลังงานที่ได้กลับมา จะถูกเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Boost Mode ในยามที่ต้องการกำลังเต็มพิกัด

GP2409 1535080I8A0376 1024x683 1

กลยุทธ์ = หัวใจสำคัญที่ช่วยพา McLaren สู่ตำแหน่งแชมป์โลก Formula 1 ทั้งในประเภทนักขับและผู้ผลิต

การวางกลยุทธ์ หรือแผนของทีมที่สำคัญ

การแข่งขันในระดับ Formula 1 ไม่ได้วัดแค่ว่า รถคันไหนแรงกว่า หรือ นักขับคนไหนฝีมือดีกว่า เท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องถูกนำมาใช้ควบคู่ คือ การวางกลยุทธ์ในการแข่งขัน ทำอะไรตอนไหน เพื่อให้ทีมได้ประโยชน์มากที่สุด, ทำอย่างไร เพื่อแก้เกมเพื่อลดความเสียหาย และช่องว่างในการแข่งขันให้น้อยที่สุด หรือแม้แต่การเลือกวางตำแหน่งของนักแข่ง 2 คน ในทีม จัดลำดับอย่างไร เพื่อให้ทีมชิงความได้เปรียบจากการแข่งขันให้ได้มากที่สุด ซึ่งนอกจากการแข่งขันในแทร็กแล้ว การแข่งขันในพิทก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน และนี่จะเป็นคำที่เรามักได้ยินบ่อยครั้งในการรับชม Formula 1

Box Box :  เป็นคำที่ได้ยินทีมงานสื่อสารกับนักแข่งผ่านวิทยุสื่อสาร แบบติดหูที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยคำว่า Box Box มาจากคำว่า Boxenstopp ซึ่งหมายถึง การหยุดพัก ในภาษาเยอรมัน ใช้เมื่อทีมงานต้องการเรียกนักแข่งให้เข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยาง หรือต้องการเซอร์วิสอื่นๆ เมื่อตัวรถเกิดความเสียหายจากการปะทะหรือสิ่งไม่พึงประสงค์ขณะแข่งขัน ซึ่งรวมไปถึงการเรียกรถให้ออกจากการแข่งขัน ในกรณีที่ประเมินว่าตัวรถมีความเสียหายมากเกินการเวอร์วิสในขณะแข่งขันอีกด้วย

intro 1757025643

Box Box ยิ่งใช้เวลากับคำนี้ให้ได้น้อยเท่าไหร่ โอกาสที่จะกุมความได้เปรียบ ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

Undercut : คำนี้หลายคนจินตนาการไปถึงการจัดแต่งทรงผม แต่ในบริบทของการแข่งขัน Formula 1 แล้ว นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เลือกให้นักแข่งเข้าพิทเร็วกว่ากำหนด ซึ่งโดยปกติแล้ว ยางที่นักแข่งเลือกใช้แต่ละคอมปาวน์ จะมีประสิทธิภาพในแง่การยึดเกาะ รวมถึงความทนทานที่แตกต่างกันออกไป โดยการเลือก Undercut เปลี่ยนยางเร็วกว่าที่ประสิทธิภาพของยางยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ มีจุดประสงค์ที่จะใช้ยางชุดใหม่ที่เปลี่ยนเข้ามา ทำความเร็ว หรือทำเวลาต่อรอบให้ดีกว่าเดิม ด้วยความสดใหม่ (รวมถึงการเลือกใช้ยางที่มีคอมปาวน์นุ่มกว่า) เพื่อแซงรถคู่แข่ง ที่มีโอกาสจะต้องเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยางในภายหลัง

Overcut : เป็นกลยุทธ์ที่ตรงข้ามกับ Undercut อย่างสิ้นเชิง โดยการเลือกที่จะเข้าพิทในภายหลัง (แม้ว่ารถคู่แข่งเลือกที่จะเข้าพิทไปแล้ว) เพื่อรักษาความได้เปรียบในตำแหน่งผู้นำ ซึ่งข้อดีของการเป็นผู้นำ (ไม่ติดรถคันหน้า) คือ การได้ Clean Air ช่วยเพิ่มความสามารถในการระบายความร้อนให้กับระบบ Powertrain รวมถึงประสิทธิภาพในการยึดเกาะในขณะเข้าโค้ง ซึ่งมีผลต่อการทำความเร็วเพื่อยืดระยะให้เพียงพอ สำหรับที่จะเข้าพิทแล้วออกมาอยู่ในตำแหน่งผู้นำ (หรืออยู่หน้าคู่แข่งในอันดับใกล้เคียง) เช่นเดิม

explained pirelli f1 tyre compounds fuelertm 51ea6bd3 3c4a 4b6c a402 1900cb530319

ในแต่ละสนาม Formula 1 จะมียางให้เลือกใช้งาน 5 รูปแบบ ประกอบด้วย ยางสลิค 3 คอมปาวน์ (Soft, Medium, Hard), ยาง Intermediate กึ่งแห้งกึ่งฝน (เขียว) และยาง Wet (ฟ้า) สำหรับแทร็กที่เปียกลื่น

ยาง = หัวใจสำคัญที่ชี้ผลแพ้ชนะ !

สิ่งหนึ่งที่มิอาจปฏิเสธได้ ไม่ว่าบนถนน หรือในสนามแข่ง คือ ยาง เป็นหัวใจสำคัญที่จะชี้ผลแพ้ชนะ (หรือขับขี่ได้อย่างปลอดภัยบนท้องถนน) ต่อให้เซ็ตอัพรถได้ลงตัว หรือนักขับระดับเซียนจะเก่งขนาดไหน แต่ประสิทธิภาพของยางเสื่อมถอยลงจนไม่สามารถสร้างแรงยึดเกาะได้ ความดีงามเหล่านั้น ก็ยังคงไร้ประโยชน์ เพราะอย่างไรก็ตาม ยาง คือ ส่วนหนึ่งส่วนเดียวที่ยึดเกาะอยู่กับพื้นแทร็ก จึงไม่น่าแปลกใจ หากเวลาที่เราดูการแข่งขัน Formula 1 รถแข่งที่เพิ่งจะเปลี่ยนยางมาใหม่ๆ จะสามารถทำเวลาได้ดีกว่ารถแข่งที่ใช้ยางที่มีอายุการใช้งานจนเริ่มลดทอนประสิทธิภาพเสมอ ภายใต้เงื่อนไขการเซ็ตรถ และนักขับที่มีประสิทธิภาพระดับเดียวกัน

oanm5g8vn5KrbP7vv4D o

สังเกตพื้นแทร็กที่อยู่นอกรอยยาง (Racing Line) ในบริเวณนั้น โดยมากจะมีเศษยางจากการแข่งขันสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก

Marbles : ในการแข่งขัน Formula 1 หรือแม้แต่มอเตอร์สปอร์ตอื่นๆ ยางที่เกิดการสึกหรอจากการใช้งาน มักจะทิ้งเศษผงยาง เศษยาง หรือเขม่าจากการสึกหรอ (ภาษาบ้านๆ เรียก ขี้ยาง) ไว้บริเวณขอบแทร็ก หรือพื้นที่นอกไลน์การวิ่งเสมอ ซึ่งเมื่อใดก็ตาม ที่นักแข่งขับรถออกนอก Racing Line ผงยางเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รถแข่งเกิดการลื่นไถล ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้อย่างที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม…นักแข่งบางคนเลือกที่จะใช้ประโยชน์จาก เศษยาง หรือ Marbles เหล่านี้ ในการเพิ่มน้ำหนักให้กับรถแข่ง (ซึ่งต้องถูกชั่งน้ำหนักหลังจากที่แข่งขันเสร็จ) เพื่อให้ผ่านข้อกำหนดน้ำหนักขั้นต่ำ (ฤดูกาล 2026 กำหนดไว้ที่ 770 กก.) โดยวิธีการก็คือ หลังจากที่จบการแข่งขัน นักขับจะเลือกขับนอกเรซซิ่งไลน์ เพื่อให้ยาง (ที่เนื้อมีความเหนียวหนึบจากความร้อน) เก็บเศษยางบริเวณขอบสนาม (เอาแบบเห็นภาพ คือ หลักการเดียวกับการกินผลไม้จิ้มพริกกะเกลือ) ให้ติดมากับเนื้อยางให้ได้มากที่สุด

mhcroffthINz5qgK3h8 o

Flatspot การเบรกอย่างรุนแรงที่ทำให้หน้าสัมผัสยางเสียความกลม ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการยึดเกาะ

Flatspot : แปลแบบตรงตัว คือ จุดที่เรียบแบน ! อาการนี้ เกิดจากการที่นักขับให้น้ำหนักที่แป้นเบรกมากเกินไป จนล้อใดล้อหนึ่งเกิดอาการล็อคตาย (มักเกิดในกรณียกคันเร่งลึกเกินไป แล้วต้องใช้เบรกหนัก) ซึ่งเมื่อล้อไม่มีการหมุนจากการล็อค หน้ายางบริเวณจุดที่สัมผัส เสียดสีกับพื้นแทร็กอย่างรุนแรง จะมีการสึกหรอมากเป็นพิเศษ จนมีลักษณะแบนเรียบ อาการดังกล่าวส่งผลให้หน้ายางไม่กลมทั้งวง จนอาจทำให้เสียประสิทธิภาพในการบังคับควบคุม หรืออาจทำให้รถมีอาการสะท้าน จนไม่สามารถวิ่งต่อ หากทีมงานไม่เรียก Box Box เพื่อเปลี่ยนยาง

SI202207240755 scaled 1

เมื่อใช้งานไปสักระยะ เนื้อยางระเริ่มเสื่อมคุณภาพจากความร้อนเนื่องจากแรงเสียดทาน จนเกิดอาการที่เรียกว่า Graining หรือ Blistering

Graining : การสึกหรอของยางที่เกิดจากการเสียดสีระหว่างเนื้อยางและผิวแทร็ก หรือการไถล เช่น การเดินคันเร่งออกจากโค้งเร็วเกินไป การให้น้ำหนักเบรกที่มากเกินปกติอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการสะสมของอุณหภูมิบริเวรหน้าสัมผัสของยางที่สูงเกินปกติ จนอาจทำให้หน้ายางละลายจนเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็น โดยอาการ Graining จะมากหรือน้อย โดยส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรม หรือความดุดันในการขับขี่ เช่นเดียวกับ รูปแบบการเซ็ตรถ ซึ่งหากเซ็ตให้รถเป็นแบบ High Downforce ก็อาจจะทำให้ยางเกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่ารถที่เป็น Low Downforce เป็นต้น

Blistering : เป็นคำที่อาจไม่พบได้บ่อยในการรับชมการแข่งขัน ลักษณะความเสียหายใกล้เคียงกับอาการ Graining แต่เกิดจากสาเหตุที่ต่างกัน โดย Blistering เกิดจากความร้อนสะสมภายในโครงสร้างยาง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการบวม เสียรูป หรือเกิดฟองอากาศบริเวณหน้ายาง นำมาซึ่งประสิทธิภาพการขับขี่ที่ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

mechanics in the garage with g

Pit Stop แหล่งข้อมูลที่ซ่อนความลับเบื้องหลังความแรงระดับอ๋องของวงการยานยนต์ไว้มากมาย

Formula 1 โลกที่ทุกสิ่ง คือ ความจริงจัง

สำหรับคนดูอย่างเราๆ การได้รับชมและเกาะติดข่าวสารการแข่งขัน Formula 1 ถือเป็นความบันเทิงที่สร้างความผ่อนคลายอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับทีมแข่งที่พวกเขานั้นจริงจังชนิดที่ไม่มีช่องโหว่ให้กับความผิดพลาด เพราะนี่คือ กีฬาที่มีมูลค่าการลงทุนสูงเป็นอันดับต้นๆ ในโลก กับนักแข่งและทีมแข่งเอง พวกเขาอาจเป็นเพื่อน หรือมีความสนิทสนมกันนอกสนาม แต่เมื่อใดก็ตามที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ทุกคนย่อมใช้ทุกกลยุทธ์ที่มี กุมความได้เปรียบให้กับตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะพวกเขามีเป้าหมายเดียวในการมาแข่ง คือ การเป็นผู้ชนะเท่านั้น !

biggest margins hero full

แม้นอกสนามจะเป็นคู่หู แต่เมื่ออยู่หลังพวงมาลัย…ทุกคน คือ คู่แข่ง !

Sandbagging : ใน Pit Stop อาจดูเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่พร้อมให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสและเข้าถึงเทคโนโลยีระดับยอดปิรามิในวงการยานยนต์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่อาจเป็นพื้นที่ที่ซ่อนความลับไว้มากที่สุดที่หนึ่ง เพราะสิ่งที่เราได้เห็น เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของ Knowhow ที่ทีมแข่งมี (และเลือกที่จะแสดงแค่ในสิ่งที่พวกเขาอยากให้เห็น) โดย Sandbagging (กระสอบทราย) เป็นคำแสลงของการซ่อนความเร็ว หรือปกปิดความลับ ซึ่งไม่ได้มีแค่ในพิทเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการวิ่งทดสอบในช่วงต่างๆ ทั้ง Pre Season Test รวมถึงการลงซ้อมใน Free Practice แต่ละสนาม เหล่าทีมชั้นนำ มัดจะ “อมคันเร่ง” เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ โดยเน้นการขับประคองความเร็วเพื่อให้เก็บข้อมูลของตัวรถมาพัฒนาให้เหมาะสมกับการแข่งขันเท่านั้น

XPB 1119254 HiRes

หลังจากที่การแข่งขันจบลง รถแข่งจะถูกจอดไว้ที่ Parc Ferme เพื่อตรวจสภาพ ก่อนยืนยันผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

Parc Ferme : นี่เป็นคำในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า Closed Park หรือ พื้นที่ปิด ในโลกแห่งการแข่งขัน คือ เป็นพื้นที่ที่ใช้ในการเก็บรถแข่งในช่วงที่ไม่ได้มีการแข่งขัน เช่น หลังการควอลิฟาย หรือหลังจบการแข่งขัน เพื่อตรวจเซ็ตสภาพให้เป็นไปตามกฎการแข่งขันที่ FIA กำหนด โดยไม่ให้ทีมแข่งมีส่วนร่วมในพื้นที่นี้ (นอกจากได้รับอนุญาตจาก FIA เป็นกรณีพิเศษ)


ข่าวแนะนำ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา ยอมรับ เรียนรู้เพิ่มเติม