ค่าปรับชาร์จรถ EV เรียกได้ว่า เป็น Topic ที่มีการถกเถียงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หลังจากที่รถ EV ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย เกี่ยวกับระบบการจองชาร์จ รวมถึงระบบการจัดการ เวลาที่มีรถที่อยู่นอกเหนือช่วงเวลาการใช้บริการมาจอดในพื้นที่ ทำให้ผู้ที่จองคิวมา หรือควรจะได้ชาร์จ ไม่สามารถเข้ารับบริการได้ ในจุดนี้…ผู้ใช้หลายคนมีการเรียกร้องทางออกไปในหลายๆ แนวทาง บ้างก็ว่า อยากให้ผู้ให้บริการ ยกเลิกระบบการจอง โดยมองว่า ผู้ที่มาถึงจุดชาร์จก่อน ก็ควรจะได้ชาร์จตามลำดับ และไม่ต้องการให้ผู้ที่มาทีหลัง จองกั๊กช่วงเวลาจนตัวเองไม่สามารถเข้าชาร์จได้ แต่กับผู้ใช้อีกหลายๆ คน ก็มองว่า การจองชาร์จเป็นระบบที่ดี เพราะทำให้สามารถวางแผนในการเดินทางและเข้าชาร์จได้อย่างแม่นยำ เมื่อมาถึงจุดชาร์จแล้ว สามารถเข้าชาร์จได้ทันทีในช่วงเวลาที่จองไว้ ไม่ต้องเสียเวลารอ ซึ่งก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจ หากผู้ใช้ทุกคนทำความเข้าใจและให้ความร่วมมือในทิศทางเดียวกัน
แต่โลกแห่งความเป็นจริง มันอาจไม่ง่ายขนาดนั้น โดยเฉพาะกับผู้ใช้บางกลุ่ม บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นปัญหาใน การเข้าชาร์จรถ EV ที่แตกต่างกันออกไป เช่น จองแล้วไม่มาตามเวลาที่กำหนด ทำให้รถคันที่จอดรออยู่ ไม่สามารถเข้าชาร์จได้, จองแล้วมาช้ากว่ากำหนดเวลาที่จองไว้ และไม่สามารถเข้าชาร์จได้ เพราะมีผู้ใช้ Walk in เข้าใช้บริการแทนไปแล้ว รวมถึง จองชาร์จแล้วไม่สามารถเข้าชาร์จได้ เนื่องจากรถที่ชาร์จก่อนหน้า หมดช่วงเวลาในการชาร์จแล้ว แต่ไม่ยอมมาถอดหัวชาร์จออกและขยับรถ ซึ่งทุกปัญหาดังกล่าว ดูจะมีผลลัพท์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงเทศกาล หรือเวลาที่ผู้ใช้มีความต้องการที่จะชาร์จหนาแน่นกว่าปกติ จนบางทีถึงขั้นลงไม้ลงมือ หรือ ใช้วิชามารเล่นสูตรแก้เผ็ด จนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลยก็มี ในครั้งนี้ #ทีมขับซ่า จะมาวิเคราะห์ความเห็นและปัญหาต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นกับระบบการชาร์จแบรนด์ดัง จริงๆ แล้ว…ความเหมาะสมมันควรอยู่ตรงไหน และความเคลื่อนไหวล่าสุด ที่ผู้ให้บริการ EV Station PluZ วางรูปแบบการใช้งานใหม่ในชื่อ ครับป้า…ค่าปรับ สำหรับผู้ใช้รถ EV ที่ชาร์จเสร็จแล้วไม่ยอมถอดหัวชาร์จจากตัวรถ สุดท้ายแล้ว ผลประโยชน์ตรงนี้…ตกอยู่กับใคร ?
หัวชาร์จ DC ในประเทศไทย ปัจจุบันมีมากกว่า 8,000 หัว โดยจะมีประมาณ 3,000 หัว ที่สามารถจองช่วงเวลาเพื่อเข้าชาร์จได้
ยกเลิกระบบการจอง vs. การจองชาร์จเป็นระบบที่ดี
ปัญหาโลกแตกของการจองชาร์จ ควรมีระบบจอง หรือ ใครมาก่อนได้ก่อน ? ในความเห็นของ #ทีมขับซ๋า นี่อาจเป็นเรื่อง 5 บาท 10 บาท ที่ไม่ใช้ปัญหากับการใช้งาน รถ EV เลยแม้แต่น้อย โดยมองว่า นี่คือ ทางเลือกที่ช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยให้สามารถวางแผนในการเดินทางได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า หากเราพูดแบบนี้ ย่อมมีผู้ใช้ที่ไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว จุดชาร์จรถ EV ที่มี DC Charge อยู่กว่า 8,000 หัวชาร์จ ทั่วประเทศไทย ไม่ได้มีเฉพาะผู้ให้บริการที่มีระบบการจองเท่านั้น (หัวชาร์จที่สามารถจองใช้บริการได้ประมาณ 3,000 หัวชาร์จ) แต่หากยังมีผู้ให้บริการอีกเกือบ 2 ใน 3 หรือกว่า 5,000 หัวชาร์จ ที่ไม่ได้มีระบบการจอง ซึ่งผู้ใช้รถ EV สามารถเลือก Walk in หรือ ต่อคิว เข้าใช้งานได้ทันที ในแง่ทางเลือกแล้ว ระบบการจองชาร์จ ดูจะไม่ใช่ปัญหาโดยตรง แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาจริงๆ จนทำให้เกิดข้อถกเถียง จนมีข้อเรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจอง ดูจะเป็นปัญหาที่เกิดจากวินัยในการใช้งานเสียมากกว่า โดยหากผู้ใช้ทุกคนเคารพสิทธิของตัวเองและผู้อื่น เข้าชาร์จในช่วงเวลาของตัวเอง (หรือเมื่อไม่มีผู้ใช้งาน) และถอดหัวชาร์จตามกำหนดเวลา ปัญหาดังกล่าว…คงไม่เกิดขึ้น !
จองแล้วมาไม่ทันตามกำหนดเวลา อาจต้องเสียค่าปรับ พร้อมทั้งยกเวลาใน Slot ดังกล่าวให้กับผู้ที่ Walk in ตามระเบียบ
จองแล้วไม่มาตามเวลาที่กำหนด
การจองเพื่อกำหนดเวลาชาร์จ ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้ผู้ใช้รถ EV เดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาได้มากขึ้น แต่อย่างไรแล้ว ผู้ใช้ควรจะเลือกช่วงเวลาในการจองให้เหมาะสมที่สุด โดยอาจประมาณกำหนดเวลาที่จะเดินทางไปถึงจุดชาร์จแบบคร่าวๆ จากแผนที่นำทางภายในรถ ซึ่งรถ EV ยุคนี้ กว่า 90% รองรับการใช้งานร่วมกับ Apple Carplay รวมถึง Android Auto อยู่แล้ว ช่วยให้การประมาณเวลาทำได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยควรจองแบบเผื่อเวลาไว้สักเล็กน้อย ในกรณีที่อาจเดินทางไปถึงจุดชาร์จช้ากว่าเวลาที่แสดงบนแผนที่ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ในการชาร์จ (รวมถึงค่าจองช่วงเวลา) และไม่ให้เสียโอกาสสำหรับผู้ที่ Walk in รอคิวในการชาร์จอยู่ โดยหากผู้ที่จองไม่เข้าชาร์จภายในเวลาที่กำหนด สิทธิ์ในการชาร์จ จะตกเป็นของคิวแรกที่รออยู่ในทันที
การวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ จะช่วยลดเวลาในการ (รอ) ชาร์จ และสามารถขับรถไปยังจุดหมายในเวลาที่รวดเร็วมากขึ้น
จองแล้วมาช้ากว่ากำหนดเวลาที่จองไว้ และไม่สามารถเข้าชาร์จได้
จากที่อธิบายในด้านบน หากผู้ที่จองเวลาในการชาร์จ มาไม่ทันช่วงเวลาที่เลือกไว้ (จนเลยช่วงเวลาที่กำหนด) ค่ามัดจำในการจองชาร์จจะถูกยึด และสิทธิในการชาร์จจะตกเป็นของผู้ที่ Walk in มารออยู่หน้าตู้ชาร์จในทันที (สามารถชาร์จได้จนครบเวลาที่กำหนด หรือชาร์จจนเต็ม ในกรณีที่ไม่มีรถคันอื่นๆ จองชาร์จในช่วงเวลาถัดไป) โดยหากผู้ที่เสียสิทธิ์ในการจอง ยังคงต้องการที่จะชาร์จ สามารถเลือกเวลาในการชาร์จ Slot ต่อไป (ถ้าว่าง) ได้ในทันที หรือจะรอจนรถที่กำลังชาร์จอยู่ ได้ไฟในระดับที่ต้องการแล้ว…ก็ตามสะดวก
การใช้เงินแก้ปัญหา อาจไม่ถูกใจสายจอดแช่ แต่คงดี…สำหรับผู้ที่เคารพกฎและสิทธ์การใช้งานของผู้ใช้รถ EV ท่านอื่นๆ
จองชาร์จแล้วไม่สามารถเข้าชาร์จได้
อันนี้สิ…ปัญหาที่แท้จริงสำหรับการชาร์จรถ EV ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จในระบบที่จอง หรือไม่สามารถจองได้ เรามักจะพบ นักชาร์จที่มักง่าย เสียบหัวคาไว้ หรือไม่ยอมมาเลื่อนรถออกจากจุดจอด แม้ว่าจะชาร์จเสร็จแล้ว ทำให้รถคันต่อไปที่รอ หรือจองช่วงเวลาไว้ ไม่สามารถเข้าชาร์จได้ภายในเวลาที่กำหนด (แม้ผู้ให้บริการจะคืนค่าจองให้ แต่นั่นคงไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก) เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ (แบบปลายเหตุ…เพราะการแก้ที่ต้นเหตุ มันคือ เรื่องของตัวบุคคล ซึ่งอาจจะทำได้ยาก) หลายๆ ผู้ให้บริการ จำเป็นต้องวางข้อกำหนดในการชาร์จ โดยวางอัตราค่าปรับ สำหรับรถที่ชาร์จเสร็จแล้ว แต่ไม่ยอมถอดหัวชาร์จ หรือขยับรถออกจากช่องจอด ซึ่ง EV Station PluZ เป็นผู้ให้บริการรายล่าสุดที่กำหนดอัตราค่าปรับ สำหรับผู้ใช้รถ EV ที่ไม่ยอมถอดหัวชาร์จ หรือขยับรถ หล้งจากที่ชาร์จเสร็จ หรือไม่ได้ชาร์จแล้ว โดย คิดค่าปรับ 10 บาท/นาที แม้จะเป็นตัวเลขที่ดูไม่เยอะ แต่ก็น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยลดปัญหาในการใช้งานสถานีชาร์จรถ EV ได้อย่างน่าสนใจ
Tesla Supercharger หนึ่งในสถานีที่วางอัตราค่าปรับได้โหดสุดๆ แต่ 24 บาท ต่อนาที ก็ช่วยลดความแออัดในการชาร์จ และขจัดสายแช่ได้ดีเลยทีเดียว
คิดค่าปรับ…ใครได้ประโยชน์ ?
หากจะมองว่า ผู้ให้บริการได้ประโยชน์จากการเรียกเก็บ ค่าปรับชาร์จรถ EV แต่อย่างไรแล้ว วัตถุประสงค์ที่บรรดาจุดชาร์จรถ EV ตั้งใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้น การช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภค ลดข้อจำกัดในด้านเวลา และความสะดวกในการเดินทางให้ได้มากที่สุด ค่าปรับชาร์จรถ EV จึงเป็นเพียง ผลพลอยได้ (ที่หากผู้ให้บริการอยากได้เงินตรงนี้ คงจะมีการเรียกเก็บตั้งแต่แรก) ซึ่งมีวัตถุประสงค์รองลงมาจากการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถ EV ที่จะได้ประโยชน์โดยตรง จากการไม่ต้องเสียเวลาที่ไม่ควรจะเสีย อีกทั้งยังเป็นการลดโอกาสที่จะเกิดความรุนแรง จากความขัดแย้งจากการใช้งานที่มักง่ายของผู้ใช้รถ EV บางกลุ่ม ได้อีกด้วย หรือหากทุกท่านคิดเห็นประการใด…ร่วมแสดงทรรศนะกันเข้ามาได้เลยครับ