ถือเป็นหนึ่งในกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา หลังปริมาณการใช้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ รถ EV มีมากขึ้น ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2569 ส่งผลให้ปริมาณจุดชาร์จ ดูจะไม่เพียงพอต่อความต้องการไปชั่วขณะ ซึ่งหากวางแผนการเดินทางได้ไม่ดีพอ เวลาในการเดินทางอาจจะเพิ่มขึ้นไปอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการวางแผนการเดินทางด้วยรถ EV ช่วงวันหยุดยางของคุณจะดีขนาดไหน ก็มีโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดจากผู้ใช้รถกลุ่มน้อยที่แสดงพฤติกรรม “มักง่าย” จนอาจทำให้การเดินทางที่อุตส่าห์วางแผนมาเสียอย่างดิบดี ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ

จุดเด่นของการเดินทางไกลด้วยรถ EV คือ ความประหยัด แต่ควรวางแผนการเดินทางเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
การเลือกจุดชาร์จที่มีบริการจองช่วงเวลาในการชาร์จ ถือเป็นบริการที่ให้ความสะดวก ซึ่งทำให้ผู้เดินทาง สามารถเลือกเวลาในการชาร์จได้ในช่วงที่ต้องการ โดยหากวางแผนการใช้เวลามาเป็นอย่างดีแล้ว จะช่วยให้สามารถเข้าชาร์จได้ทันทีในช่วงเวลาที่เดินทางไปถึงจุดชาร์จ แต่สิ่งที่กลายเป็นข้อเสียของระบบการจองชาร์จนี้ หาใช่เรื่องของระบบการจอง แต่หากเป็นพฤติกรรมของผู้ใช้รถที่แสดงความมักง่าย ไม่รักษากติกาของสังคมอย่างที่ควรจะเป็น เช่น กรณีของรถรูปแบบอื่นๆ ที่จอดกีดขวางช่องจอดสำหรับชาร์จรถ EV หรือในกรณีที่รถ EV ด้วยกัน ไม่ขยับรถออกจากช่องจอดเมื่อหมดเวลาการชาร์จในช่วงที่ตัวเองเลือกไว้ ไม่ว่าจะด้วยความไม่รู้ การไม่ศึกษาข้อมูล หรือจะเป็นความตั้งใจ ล่วนมีส่วนทำให้เกิดความไม่พอใจสำหรับผู้ที่จองคิวไว้ แต่ไม่สามารถเข้าจุดชาร์จได้ในเวลาที่เลือก ทำให้เสียสิทธิ์ในการชาร์จโดยไม่ใช่ความผิดของตัวเอง

ข้อดีของการจองคิวชาร์จ คือ การสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยลดเวลารอชาร์จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยความไม่พอใจของผู้ใช้รถบางกลุ่ม ทำให้เกิดกระแส การหาทางแก้เผ็ดรถที่จอดขวางจุดชาร์จรถ EV ด้วยวิธีการต่างๆ นานา เพื่อหวังแก้เผ็ด โดยแต่ละวิธี ให้ผลลัพท์และระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป แต่ในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ความเสียหายที่มีต่อตัวรถที่ถูกกระทำ ทั้งในส่วนของโครงสร้างภายนอก หรือในบางวิธีอาจให้ผลกระทบที่รุนแรงในระดับที่หลายคนคาดไม่ถึง โดยอาจจะลามไปถึงความเสียหายภายในห้องโดยสาร เช่น ระบบปรับอากาศ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อสวัสดิภาพการขับขี่ รวมถึงสุขภาพของผู้โดยสารภายในรถ
การแก้เผ็ด อาจได้ความสะใจแบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีผลกระทบกลับมาตัวผู้กระทำในระดับคดีอาญา ฐาน ทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบไปด้วย การทำลาย ทำให้เสียหาย เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น โทษสูงสุด คือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องทางแพ่ง ซึ่งผู้กระทำ จะต้องชดใช้ค่าเสียหาย ตามระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้น แน่นอนว่า…การต้องโทษดังกล่าว อาจไม่คุ้มกับความสะใจเพียงชั่ววูบของผู้กระทำ

การแก้ไขที่ลดการกระทบกระทั่งให้น้อยที่สุด คือ การโทรแจ้ง Call Center รวมถึงมีจิตสำนึกเคารพกติกาการใช้งานร่วมกัน
แนวทางปฏิบัติ หากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ ในลำดับแรก คือ การแจ้ง Call Center หรือผู้รับผิดชอบ ของผู้ให้บริการจุดชาร์จนั้นๆ ซึ่งจะเป็นผู้ติดต่อ ประสานกับผู้ชาร์จเพื่อให้มาขยับรถในเบื้องต้น (โดยส่วนใหญ่ ในกรณีที่ไม่ได้เจอคนเลวจนเกินไป เจ้าของรถจะกลับมาขยับรถให้ในเวลาไม่นาน) แต่หากยังไม่มีการขยับหรือแก้ไข สิ่งที่พอจะทำได้ คงหนีไม่พ้นการร้องเรียนการให้บริการ เพื่อให้ผู้บริการกำหนดมาตรการ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยผู้ใช้ไม่ควรทำวางตนเป็นศาลเตี้ย เพราะอาจมีผลกระทบทางกฎหมายที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


