Home บทความแนะนำรถทะเบียนขาด ไม่ต่อภาษี ระวังเสียค่าปรับให้ดี และ มีโอกาสถูกระงับการใช้งาน !

รถทะเบียนขาด ไม่ต่อภาษี ระวังเสียค่าปรับให้ดี และ มีโอกาสถูกระงับการใช้งาน !

by Admin clubza.tv
2 minutes read

การชำระ ภาษีประจำปี ถือเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถพึงรับผิดชอบ เนื่องจากเป็นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายที่กรมการขนส่งกำหนดไว้ให้ผู้ใช้รถต้องชำระ ส่วนหนึ่งก็เพื่อการพัฒนาระบบขนส่งภายในประเทศ ซึ่งโดยทั่วไป คนใช้รถส่วนใหญ่มักจะเรียกกันแบบติดปากว่า การต่อทะเบียน หรือ เสียภาษีป้ายวงกลม แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้จำนวนไม่น้อย ที่อาจจะ “ลืม” หรือ “ละเลย” การ เสียภาษีประจำปี ซึ่งจะด้วยความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ การหลีกเลี่ยงการชำระภาษี อาจมีโทษรุนแรงกว่าแค่ “ค่าปรับ” ที่หลายคนเข้าใจ โดยอาจสูงสุดถึง การถูกระงับการใช้งาน ของรถคันนั้นๆ เลยก็เป็นได้ !

image 17664cb3

ป้ายแสดงการชำระภาษี หรือ ป้ายวงกลม ที่หลายคนเรียกกันแบบติดปาก

ชำระภาษีได้ล่วงหน้า 90 วัน ในหลากหลายช่องทาง

โดยปกติแล้ว กรมการขนส่งทางบก อนุญาตให้ผู้ใช้รถ ชำระภาษีประจำปีล่วงหน้า ได้ไม่เกิน 90 วัน (ก่อนวันสิ้นอายุบนป้ายวงกลม) เช่น ภาษีประจำปีจะหมดในวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ผู้ใช้สามารถชำระภาษีล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดย การชำระภาษีประจำปี สามารถเลือกช่องทางในการชำระได้ทั้ง ใน เว็บไซท์ e Service ของกรมการขนส่งทางบก, แอพพิเคชั่น DLT Vehicle Tax, บริการเลื่อนล้อต่อภาษีที่สำนักงานขนส่ง รวมถึงบริการรับชำระของเอกชน เช่น ตรอ. (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ซึ่งเอกสารที่ใช้ จะประกอบไปด้วย เล่มทะเบียน หรือสำเนาทะเบียนรถ (อย่างใดอย่างหนึ่ง), กรมธรรม์ประกันภันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และใบรับรองการตรวจสภาพจาก ตรอ. (สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปีขึ้นไป และมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป)

พรบ

เว็บไซท์ e Service ของกรมการขนส่งทางบก ซื้อ พ.ร.บ. พร้อมชำระภาษี จบได้ในที่เดียว

65067803 2524745237613014 2499168386378891264 n

บริการเลื่อนล้อต่อภาษี สถานที่อำนวยความสะดวก ณ สำนักงานขนส่งของแต่ละจังหวัด

ค่าปรับร้อยละ 1 ต่อเดือน อาจดูไม่สูง แต่ก็…ไม่เสมอไป

หากเลยกำหนดชำระ ผู้ใช้จะต้องเสียค่าปรับในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน (ขาดเกิน 1 วัน คิดเป็น 1 เดือน) เช่น รถยนต์ส่วนบุคคล ความจุเครื่องยนต์ 2,000 ซีซี. ซึ่งเสียภาษีอยู่ที่ประมาณ 3,500 บาท หากต่อภาษีช้าไป 1 เดือน จะมีค่าปรับอยู่ที่ 35 บาท แต่หากเป็นรถประเภทเดียวกัน ขาดต่อภาษีเป็นจำนวน 30 เดือน (หรือ 2 ปี 6 เดือน) จะถูกปรับการชำระภาษีเกินกำหนดสูงถึง 1,050 บาท เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยหรือเพิกเฉยต่อการชำระภาษีประจำปี เกิน 3 ปี ขึ้นไป เพราะจะทำให้รถคันดังกล่าว ถูกเพิกถอนการใช้งาน ซึ่งหากต้องการที่จะนำกลับมาใช้ จะต้องดำเนินการตรวจสภาพที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อทำการจดทะเบียนใหม่ โดยจะต้องชำระภาษีประจำปี และค่าปรับย้อยหลัง 3 ปี รวมถึงค่าดำเนินการจดทะเบียนรถใหม่และค่าป้ายทะเบียนใหม่ รวม 655 บาท ซึ่งหากรวมทั้งหมดทั้งมวลในกรณีนี้ จะอยู่ที่ ภาษีประจำปีที่ค้าง 3,500 x 3 = 10,500 บาท, ค่าปรับชำระเกินกำหนด 35 x 36 = 1,260 บาท และค่าจดทะเบียน ตรวจสภาพ เล่มและป้ายทะเบียนใหม่ 655 บาท รวมทั้งสิ้น 10,500 + 1,260 + 655 = 12,415 บาท เลยทีเดียว ซึ่งนี่…ยังไม่รวมค่าประกันภัยภาคบังคับอีกประมาณ 650 บาท

พรบ 2

เช็คค่าใช้จ่าย พร้อมค่าปรับภาษีประจำปีได้ผ่านเว็บไซท์ กรมการขนส่งทางบก

พรบ 3

เมื่อกรอกข้อมูลเข้าไปในเว็บไซท์ด้านบน จะมีรายละเอียดทั้งภาษีประจำปี พร้อมค่าปรับแสดงขึ้นมาให้ทราบ

รถที่ขาดต่อภาษีเกิน 3 ปี จะไม่สามารถซื้อ-ขายได้

แม้ว่ารถที่ขาดต่อภาษีตั้งแต่ 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 ปี จะสามารถทำธุรกรรม เช่น การซื้อ-ขาย ได้ปกติ แต่อย่างในก็ตาม ก่อนที่จะมีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น ผู้ครอบครอง จะต้องดำเนินการเสียภาษีและค่าปรับ เพื่อเคลียร์รถให้ถูกต้อง (สามารถทำเดินการได้ทั้งในช่องทางออนไลน์ รวมถึงบริการอื่นๆ ของกรมการขนส่งทางบก) ก่อนที่จะเดินเนินการในขั้นตอนอื่นๆ เช่น การนำรถเข้าระบบไฟแนนซ์ หรือการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งรถที่ยังขาดการต่อภาษี จะไม่สามารถดำเนินการในส่วนนี้ได้ เช่นเดียวกับรถที่ขาดต่อภาษีเกิน 3 ปี ซึ่งจะต้องดำเนินการจดทะเบียนใหม่เสียก่อน จึงจะสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้เช่นกัน

editors images 1742969340091 financial independent woman buying new car 23 2149571908

แม้จะทำธุรกรรมได้ แต่อย่างไรก็ตาม…ต้องดำเนินการชำระภาษีให้ถูกต้อง ก่อนที่จะซื้อ-ขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ใดๆ

ไม่ชำระ พ.ร.บ.  แล้วนำรถมาใช้ มีสิทธิ์ถูกปรับสูงสุด 10,000 บาท

ในยุคปัจจุบัน แน่นอนว่า…การไม่ชำระ ค่าประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. จะทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ได้ เรื่องนี้อาจเป็นความ “มักง่าย” ที่ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคน “เจอตอ” มาแล้วแบบนักต่อนัก เพราะการไม่ทำประกันภัยภาคบังคับ แล้วยังดื้อดึงที่จะเอารถคันดังกล่าวออกมาใช้งาน อาจมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท โดยหากซ้ำร้ายกว่านั้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดด้วยตัวเอง และไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาล จาก พ.ร.บ. ได้

398514 0

การเพิกเฉยต่อการชำระภาษีประจำปี ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกตรวจสอบ

การไม่ชำระภาษีประจำปี อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่หากยังคงเพิกเฉย ไม่ยอมดำเนินการให้ถูกต้อง ก็อาจส่งผลร้ายแรง รวมถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลตามมาได้เช่นกัน ดังนั้น การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ควร ทำให้ถูกต้อง ดูจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะนอกจากจะไม่ต้องเสียค่าปรับแล้ว ยังจะช่วยให้สามารถใช้งานตัวรถได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัยอย่างที่ควรจะเป็นอีกด้วย

 


ข่าวแนะนำ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา ยอมรับ เรียนรู้เพิ่มเติม