“เมื่อทุกคนกำลังแข่งขันกันสร้างเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด จีนกลับเลือกสร้างรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวมาขับเคลื่อน”
เพียงประโยคนี้ อาจอธิบายการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน หากย้อนกลับไปเมื่อราวปีคริสต์ศักราช 2000 แทบไม่มีใครเชื่อว่าประเทศจีนจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านยานยนต์ของโลกได้
ในเวลานั้น ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกยังคงเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเดิม ไม่ว่าจะเป็น
- ญี่ปุ่น
- เยอรมนี
- สหรัฐอเมริกา
- ฝรั่งเศส
- เกาหลีใต้
ขณะที่จีนยังถูกมองว่าเป็นเพียงฐานการผลิตที่รับจ้างประกอบสินค้าให้บริษัทต่างชาติ แต่เพียงสองทศวรรษให้หลัง จีนกลับกลายเป็น …
- ตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก
- ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก
- ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนรายใหญ่ที่สุดของโลก
- ประเทศที่ส่งออกรถยนต์มากที่สุดของโลก (แซงญี่ปุ่นในปี 2023)
- ศูนย์กลาง Supply Chain ของอุตสาหกรรม EV โลก
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพราะ “จีนผลิตของได้ราคาถูก” แต่หากมองลึกลงไป จะพบว่านั่นเป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง ความสำเร็จของจีนเกิดจากยุทธศาสตร์ที่วางแผนต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี
จุดอ่อนของจีนในอดีต
หากถามว่า “ทำไมจีนจึงไม่เลือกแข่งขันด้านเครื่องยนต์สันดาป?” คำตอบคือ เพราะจีนรู้ว่าตนเองไม่มีทางชนะ ฟังดูเหมือนเป็นคำพูดที่รุนแรง แต่ในเชิงอุตสาหกรรมมันคือข้อเท็จจริง ซึ่งในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ค่ายรถยนต์ระดับโลกหลาย ๆ แบรนด์นั้นมีการพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่จีนจะไปเทียบเคียงได้ ซึ่งจีนไม่มีทางไล่ทันภายในเวลาไม่กี่ปี รัฐบาลจีนจึงตั้งคำถามใหม่ว่า
“ถ้าชนะในเกมเดิมไม่ได้ ทำไมไม่สร้างเกมใหม่ขึ้นมาเอง”
และเกมใหม่ที่ว่านั้นก็คือ รถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle: NEV) ซึ่งครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์พลังงานไฮโดรเจน (FCEV) การตัดสินใจครั้งนี้เปลี่ยนกติกาของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เพราะความได้เปรียบจากเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบเดิมมีความสำคัญลดลง ขณะที่การแข่งขันย้ายไปอยู่ที่แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นด้านที่จีนสามารถสร้างศักยภาพได้รวดเร็วกว่า
จีนมอง EV ไม่ใช่แค่ “รถ”
รัฐบาลจีนไม่เคยมอง EV เป็นเพียงอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่จีนมองว่า EV นั้นคือ “High-tech Manufacturing” หรือ “อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง” เพราะรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันเชื่อมโยงกับหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ
- เหมืองแร่ลิเธียม
- Nickel (นิกเกิล)
- Cobalt (โคบอลต์)
- Graphite (กราไฟต์)
- Semiconductor (เซมิคอนดักเตอร์)
- ชิปกำลัง (Power Semiconductor)
- ซอฟต์แวร์
- AI
- Cloud Computing
- ระบบชาร์จ
- Smart Grid
- Renewable Energy
- ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากประเทศใดครอง EV ได้ ประเทศนั้นจะครองอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอีกหลายแขนงไปพร้อมกัน นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลจีนลงทุนกับ EV อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงเพื่อขายรถยนต์ แต่เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งประเทศ
การตัดสินใจที่เปลี่ยนโลก
ในช่วงปี 2001–2007 จีนเริ่มจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์แห่งชาติ โดยกำหนดให้รถยนต์พลังงานใหม่เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของประเทศ ก่อนจะเร่งการสนับสนุนผ่านโครงการวิจัย การพัฒนาผู้ผลิต และการทดสอบใช้งานในเมืองต่าง ๆ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2009 เมื่อรัฐบาลเปิดตัวโครงการ “Ten Cities, Thousand Vehicles” เพื่อส่งเสริมการใช้งานรถพลังงานใหม่ในเมืองนำร่อง โดยเน้นรถโดยสาร รถแท็กซี่ และรถราชการเป็นลำดับแรก ซึ่งแนวคิดเบื้องหลังโครงการนี้ดูเรียบง่าย แต่มันส่งผลอิทธิพลได้ในอนาคต
หากตลาดยังไม่เกิด รัฐจะเป็นผู้สร้างตลาดขึ้นมาก่อน
การจัดซื้อรถโดยหน่วยงานภาครัฐและการสนับสนุนเมืองนำร่อง ทำให้ผู้ผลิตมีคำสั่งซื้อเพียงพอที่จะลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี ขยายกำลังการผลิต และลดต้นทุนต่อหน่วย ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่หลายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใช้ในการเติบโต
หลายคนอาจคิดว่า จีนเพิ่งประสบความสำเร็จเพราะรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริง รถยนต์ที่เราเห็นในปัจจุบัน คือผลลัพธ์ของการลงทุน กว่า 20 ปี ไม่ใช่สองหรือสามปี ซึ่งนี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่าง “ประเทศที่ตอบสนองต่อกระแส” กับ “ประเทศที่สร้างกระแสขึ้นมาเอง”
และในครั้งถัดไป เราจะมาพูดถึงเรื่อง “รัฐบาลจีนใช้เครื่องมืออะไรในการผลักดันอุตสาหกรรม EV ตั้งแต่เงินอุดหนุน นโยบายภาษี ไปจนถึงข้อกำหนดด้านการผลิต จนสามารถเร่งให้ตลาดเติบโตได้เร็วกว่าที่หลายประเทศคาดคิด” พร้อมอธิบายว่าทำไมนโยบายเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในเวลาต่อมา
เรียบเรียงบทความโดย #ทีมขับซ่า