ในตอนแรก เราได้พูดถึงจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในจีน และเหตุผลที่รัฐบาลจีนเลือก “เปลี่ยนสนามแข่งขัน” แทนการไล่ตามผู้ผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่ครองตลาดมานานหลายสิบปี แต่การเลือกสนามแข่งขันใหม่เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลก
คำถามสำคัญคือ…
จีนทำอย่างไรให้ผู้ผลิตรถยนต์ แบตเตอรี่ ซัพพลายเออร์ และผู้บริโภค เดินไปในทิศทางเดียวกัน? คำตอบอยู่ที่การสร้าง “ระบบนิเวศ (Ecosystem)” ของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ
รัฐบาลจีนไม่ได้สนับสนุนเพียง “ผู้ผลิตรถยนต์”
หลายคนเข้าใจว่า ความสำเร็จของจีนเกิดจากการอุดหนุนราคารถยนต์ไฟฟ้า ความจริงแล้ว เงินอุดหนุนเป็นเพียง “หนึ่งชิ้นส่วน” ของยุทธศาสตร์ทั้งหมด รัฐบาลจีนใช้มาตรการหลายด้านควบคู่กัน ได้แก่
- สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D)
- ส่งเสริมผู้ผลิตแบตเตอรี่ภายในประเทศ
- ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ
- สนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ
- พัฒนามาตรฐานด้านเทคนิค
- ใช้นโยบายจัดซื้อรถของภาครัฐ
- ส่งเสริมให้รัฐบาลท้องถิ่นแข่งขันกันดึงดูดอุตสาหกรรม
แทนที่จะช่วยเพียงผู้ผลิตรถยนต์ จีนจึงสร้างห่วงโซ่อุปทานครบทั้งระบบ จีนเข้าใจว่า “แบตเตอรี่” คือหัวใจของรถ EV ซึ่งรัฐบาลจีนจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการประกอบรถยนต์ แต่ยังสนับสนุนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ วัสดุแคโทด แอโนด อิเล็กโทรไลต์ และระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System)
ผลลัพธ์คือ ในปัจจุบัน บริษัทจีนอย่าง CATL และ BYD กลายเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก และมีบทบาทสำคัญในการจัดหาชุดแบตเตอรี่ให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายประเทศ
การควบคุม Supply Chain คือข้อได้เปรียบที่อยู่ในกำมือของจีน
สิ่งที่ทำให้จีนแตกต่างจากหลายประเทศ คือการพยายามสร้าง Supply Chain ภายในประเทศให้ครบวงจร ตั้งแต่ …
- การแปรรูปแร่ลิเธียม
- การผลิตกราไฟต์
- การผลิตเซลล์แบตเตอรี่
- การผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า
- การผลิตอินเวอร์เตอร์
- การผลิตชิปกำลัง (Power Semiconductor)
- การประกอบรถยนต์
เมื่อผู้ผลิตส่วนใหญ่ตั้งอยู่ภายในประเทศเดียวกัน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลดลง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกิดขึ้นรวดเร็วและสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ในเวลาอันสั้น มันคือข้อได้เปรียบที่ประเทศอื่นใช้เวลาสร้างหลายปี
ทำไม EV จีนจึงมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง
หลายคนเชื่อว่ารถยนต์จีนมีราคาถูกเพราะค่าแรงต่ำ ความจริงแล้ว ค่าแรงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ต้นทุนที่ลดลงเกิดจากหลายองค์ประกอบ เช่น
- การผลิตในปริมาณมาก (Economies of Scale)
- Supply Chain ที่อยู่ใกล้กัน
- การผลิตแบตเตอรี่ภายในประเทศ
- การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตจำนวนมาก
- การออกแบบรถให้ใช้ชิ้นส่วนน้อยลง
- การพัฒนาแพลตฟอร์มเฉพาะสำหรับ EV
เมื่อนำมารวมกัน ทำให้ผู้ผลิตจีนสามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้ในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้มีแต่ข้อได้เปรียบ แม้จีนจะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็ต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน
ตัวอย่างเช่น
กำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) เมื่อผู้ผลิตจำนวนมากขยายโรงงานพร้อมกัน ทำให้การแข่งขันด้านราคาภายในประเทศรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แล้วมันมีอะไรบ้างล่ะ …
- สหภาพยุโรปจัดเก็บภาษีนำเข้ารถ EV จากจีนเพิ่มเติม
- สหรัฐอเมริกาปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน
- หลายประเทศเริ่มตรวจสอบมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลจีน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรม EV ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ยังเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ
กลับมาที่ประเทศไทย แล้วเราควรเรียนรู้อะไรจากตรงนี้?
บทเรียนสำคัญจากจีน ไม่ใช่การอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่ทำให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกัน การมีโรงงานประกอบรถเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะมีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
- การพัฒนาบุคลากร
- การวิจัยและพัฒนา
- การสร้างผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ
- การลงทุนด้านแบตเตอรี่และอิเล็กทรอนิกส์กำลัง
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ
- การวางนโยบายที่มีความต่อเนื่อง
หากองค์ประกอบเหล่านี้เติบโตไปพร้อมกัน ประเทศก็จะมีศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ทั้งนั้น ความสำเร็จของจีนไม่ได้เกิดขึ้นจาก “โชคชะตา” หรือ “ค่าแรงที่ถูกกว่า” แต่เกิดจากการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว การลงทุนอย่างต่อเนื่อง และการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่วัตถุดิบ เทคโนโลยี การผลิต โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงตลาดผู้บริโภค
ในขณะที่หลายประเทศมองรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเพียง “ผลิตภัณฑ์ใหม่” จีนกลับมองว่า EV คือโอกาสในการยกระดัอุตบสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งประเทศ และเมื่อเวลาผ่านไปกว่าสองทศวรรษ ผลลัพธ์ก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก แต่ยังกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม EV ในระดับโลก
เรียบเรียงบทความโดย #ทีมขับซ่า
แหล่งอ้างอิง
- International Energy Agency (IEA) – Global EV Outlook 2025
- International Organization of Motor Vehicle Manufacturers (OICA)
- China Association of Automobile Manufacturers (CAAM)
- BloombergNEF
- SNE Research



