นอกจากการเดินทางไปร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ๆ ในงาน Auto Shanghai 2025 แล้ว หนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ #ทีมขับซ่า มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย นั่นก็คือ งาน Chery International Business Summit ที่เมืองอู่หู (Wuhu) ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของแบรนด์ในเครือ Chery Group (Chery, Omoda Jaecoo, iCar และ Exeed…อีกทั้งยังมีแบรนด์พรีเมี่ยมอย่าง Luxeed ที่พัฒนาร่วมกับ Huawei) ที่ประเทศจีน ซึ่งทางแบรนด์ได้เผยถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยใหม่ๆ รวมถึงแนวทางในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีแพลนที่จะขยายกลุ่มลูกค้าไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น โดยล่าสุด Chery Group สามารถทำยอดจำหน่ายโตขึ้นถึง 216% ในไตรมาสแรกของปี 2025
ประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ในเครือ Chery Group ที่มีแพลนจะทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากเปิดตัวรถภายใต้ชื่อแบรนด์ Omoda และ Jaecoo พร้อมทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ไปเป็นที่เรียบร้อย บริษัทมีแพลนจะเปิดตัวแบรนด์ Chery อย่างเป็นทางการในประเทศไทย วันที่ 15 พฤษภาคมนี้ โดยชูไฮไลท์ด้วยตัวลุยทรงกล่องที่ผู้ใช้หลายๆ คน ต่างตั้งตารอคอยอย่าง iCar V23 ที่จะทำตลาดภายใช้ชื่อของแบรนด์นี้เช่นกัน ซึ่งนอกจากตัวรถอเนกประสงค์ในรูปแบบ Boxy สไตล์แล้ว Chery ยังเตรียมที่จะจัดเต็มด้วยรถครอสโอเวอร์ในตระกูล Tiggo ไม่ว่าจะเป็นน้องเล็กอย่าง Chery Tiggo 4 รวมไปถึงรุ่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้ง Chery Tiggo 7 และ Tiggo 8 ที่จะทยอยมาทำตลาดในประเทศไทยแบบครบทุกเซ็กเม้นท์
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนจนเกินไป กับรถที่มีมาให้เลือกมากรุ่นเช่นนี้ ในครั้งนี้ เราจะมาจำแนกแบบง่ายๆ กับ Chery Tiggo ทั้ง 3 รุ่น ที่มีแพลนทำตลาดในบ้านเรา เริ่มตั้งแต่รุ่นน้อง Chery Tiggo 4 (หรือ Tiggo Cross HEV) นับเป็นรถในพิกัดซับคอมแพคท์ครอสโอเวอร์ มิติตัวถัง กว้าง x ยาว x สูง อยู่ที่ 1,831 x 4,351 x 1,662 มม. มากับระยะฐานล้อ 2,610 มม. (เทียบเท่า Honda HR-V) ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮบริด ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์เบ็นซินในพิกัด 1.5 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ ให้กำลัง 102 แรงม้า กับแรงบิด 125 นิวตัน-เมตร จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ขนาด 1.83 kWh ซึ่งเมื่อรวมกำลังกับเครื่องยนต์แล้ว จะให้แรงขับเคลื่อน 190 แรงม้า กับแรงบิด 370 นิวตัน-เมตร และสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 9.4 วินาที โดย Chery Tiggo 4 มาพร้อมที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 380 ลิตร และสามารถเพิ่มได้เป็น 1,225 ลิตร เมื่อพับเบาะ และหากเทียบกับคู่แข่งที่ทำตลาดในบ้านเราอยู่เดิม คงหนีไม่พ้น Toyota Yaris Cross รวมถึง Nissan Kicks e-Power
ส่วนสำหรับรุ่นพี่อย่าง Chery Tiggo 7 และ Tiggo 8 ที่นอกจากจะยกระดับไซส์ขึ้นมาเกาะกลุ่มรถในระดับ B ถึง B+ Segment แล้ว ทั้งคู่ยังมีรูปแบบขุมพลังที่ต่างกับรุ่นน้องอย่างชัดเจน โดยมิติตัวถังของ มิติตัวถัง Chery Tiggo 7 อยู่ที่ 1,862 x 4,553 x 1,696 มม. ระยะฐานล้อ 2,670 มม. ส่วน Tiggo 8 ขยับไซส์ให้ใหญ่ขึ้นเป็น 1,860 x 4,725 x 1,705 มม. และมีระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 40 มม. (2,710 มม.) ด้านขุมพลัง…ทั้งคู่มาในรูปแบบ CSH (Chery Super Hybrid) ซึ่งอาจฟังดูแปลกหูสำหรับผู้ใช้ชาวไทย ณ เวลานี้ แต่แน่นอนว่า CSH นั้น ไม่ใช่ของใหม่สำหรับคนไทย โดยหากอ้างอิงจากระบบ SHS (Super Hybrid System) ที่ติดตั้งอยู่ใน Jaecoo 7 SHS ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในงาน Motor Show ที่ผ่านมา จัดว่าเป็นระบบที่มีการทำงานเหมือนกันทุกประการ คือ ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ทำงานในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด ร่วมกับมอเตอร์ขับเคลื่อน และแบตเตอรี่ขนาด 18.3 kWh ซึ่งสามารถรองรับการเดินทางด้วย EV Mode 106 กม. ตามมาตรฐาน NEDC
คงต้องรอติดตามกันว่า การทำตลาดของรถภายใต้แบรนด์ Chery ในประเทศไทยนั้น จะวางลำดับการเปิดตัวได้อย่างน่าสนใจขนาดไหน ซึ่งหากดูจากกลุ่มผลิตภัณฑ์แล้ว ถือว่ามีความหลากหลายทั้งรูปแบบของตัวรถ รวมถึงขุมพลังที่มีให้เลือกแบบครบทุกความต้องการ ตั้งแต่ HEV, PHEV รวมถึง BEV แน่นอนว่า…หากทำราคาได้ถูกอกถูกใจ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้ใช้ชาวไทยเปิดรับได้ไม่ยากนัก