Home บทความแนะนำเช็ครถ เตรียมความพร้อม ก่อนเดินทางไกลช่วงสงกรานต์ กับเช็คลิสต์แบบง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

เช็ครถ เตรียมความพร้อม ก่อนเดินทางไกลช่วงสงกรานต์ กับเช็คลิสต์แบบง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

by Admin clubza.tv
2 minutes read

ใน ช่วงสงกรานต์ หลายคนเลือกที่จะเดินทาง หรือท่องเที่ยวในสถานที่ไกลๆ เช่น กลับภูมิลำเนาดั้งเดิม หรือขับรถตระเวณท่องเที่ยวพักผ่อนในสถานที่ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางในช่วงเทศกาลแบบนี้ คงหนีไม่พ้นสภาพการจราจรที่ค่อนข้างจะแออัดเกินปกติ ซึ่งระยะเวลาในการเดินทางอาจจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น…สิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนการเดินทางไกลๆ หรือกินระยะเวลานานเช่นนี้ คือ การเตรียมรถคันเก่งให้พร้อมสำหรับการเดินทาง ซึ่งในครั้งนี้…เรามีเช็คลิสต์ง่ายๆ ที่คุณสามารถเช็คความสมบูรณ์ของตัวรถได้เอง ดังนี้

583331

การเตรียมความพร้อมของรถ ช่วยให้คุณสามารถเดินทางสู่จุดหมายได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

เช็คสภาพใบปัดน้ำฝน และเติมน้ำฉีดกระจก

หากเริ่มดูจากภายนอกก่อน สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะลืมนึกถึงในช่วงเวลานี้ คือ สภาพของใบปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจก แม้ว่าเทศกาลสงกรานต์จะเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในฤดูร้อน แต่หากสังเกตว่า ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา มักจะมีฝนตกรุนแรงและต่อเนื่อง (หลายคนมักเรียกติดปากว่า ฝนสงกรานต์) ซึ่งอาจเกิดจากภายุฤดูร้อน ดังนั้น…การเตรียมรถให้พร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เริ่มจาก ใบปัดน้ำฝน หากลองปัดแล้วรู้สึกว่าใบเริ่มแข็ง ปัดเป็นคลื่น หรือทิ้งรอยจากการปัด ควรจะเปลี่ยนให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินทาง ซึ่งใบปัดชุดใหม่ นอกจากจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางในช่วงสงกรานต์แล้ว ยังเป็นการเตรียมรับมือกับหน้าฝนที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้าอีกด้วย นอกจากนี้…สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ น้ำฉีดกระจก ควรเติมให้อยู่ในระดับที่กำหนด ซึ่งอาจเติมน้ำยาที่ออกแบบมาสำหรับฉีดกระจกโดยเฉพาะ หรือเติมด้วยน้ำสะอาดก็สามารถทำได้เช่นกัน

1 18 5 65 1024x683 1

ฝนช่วงสงกรานต์…บ่อยครั้งเกิดขึ้นได้ ดังนั้นความพร้อมของที่ปัดน้ำฝน จึงเป็นเรื่องจำเป็น

เช็คสภาพยางรถยนต์

ยางรถยนต์ ถือเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวที่เป็นยึดเกาะตัวรถให้อยู่บนถนน ดังนั้น ยางรถยนต์ จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด โดยเฉพาะก่อนเดินทางไกล ให้ลองสังเกตสภาพดอกยาง ว่ายังอยู่ในระดับที่หนากว่า Index (สะพานยาง หรือ จุดเช็คความหนาดอกยาง) กำหนดไว้หรือไม่ มีอาการกินนอก กินใน หรือดอกยางสึกหรอในส่วนใดส่วนหนึ่งที่มากเกินปกติหรือไม่ อีกทั้งตัวเนื้อดอกยาง ไม่ควรจะแข็งเกินไป เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะลดลง นอกจากนี้…ยังควรดูสิ่งแปลกปลอม ที่อาจจะทำให้ยางเกิดความเสียหาย เช่น เศษหิน ตะปู ซึ่งหากมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ควรได้รับการแก้ไขโดยช่างผู้ชำนาญก่อน เพื่อไม่ให้ลุกลาม หรือเกิดความเสียหายในระหว่างการเดินทาง สุดท้าย…อย่าลืมเติมลมยางในค่าที่เหมาะสม ตามที่ผู้ผลิตระบุไว้ในคู่มือ เพื่อการเดินทางไกลในช่วงสงกรานต์อย่างปลอดภัย

เปลี่ยนยาง 1

สะพายยาง…สิ่งหนึ่งที่สามารถชี้วัดการสึกหรอของดอกยาง ซึ่งผู้ใช้สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง

ความสมบูรณ์ของระบบไฟส่องสว่าง รวมถึงสัญญาณต่างๆ

บ่อยครั้งที่เรามักจะใช้รถกันเพลิน จนลืมดูแลปัจจัยรอบข้าง ซึ่งบางอย่างต้องใช้การสังเกต เช่น การเสื่อมคุณภาพ หรือชำรุดของชุดไฟท้าย ไฟเบรก หรือไฟเลี้ยว ซึ่งอาจเกิดจากการที่หลอดขาด หรือขั้วต่อไฟมีการชำรุด (เป็นความผิดปกติ ที่ต้องอาศัยความตั้งใจในการสังเกต เพราะในขณะที่ขับขี่ เราแทบจะไม่รู้เลยว่าสัญญาณส่วนควบเหล่านี้ อาจมีความผิดปกติ หรือไม่สามารถใช้งานได้) หากจะต้องเดินทางไกลๆ สิ่งเหล่านี้ อาจต้องได้รับการตรวจเช็คอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดไม่คาดฝันระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะจากการที่รถคันอื่นๆ ไม่สามารถรู้ได้ ว่าเรากำลังจะเบรก หรือเลี้ยวไปในทิศทางไหน อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น…อย่าลืมตรวจเช็คความผิดปกติของระบบไฟส่องสว่าง สัญญาณไฟต่างๆ รวมถึงสัญญาณแตร ให้พร้อมก่อนที่จะเดินทางไกลในช่วงเทศกาลสงกรานต์

unnamed 1

ความสมบูรณ์ของสัญญาณไฟ อีกส่วนสำคัญของความปลอดภัยในการเดินทาง

ตรวจเช็คระดับและคุณภาพของเหลวในระบบต่างๆ

การเดินทางใกล้ – ไกลในสภาพการจราจรที่แออัด หรือการเดินทางในระยะเวลานานๆ เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ย่อมต้องรับภาระมากกว่าการใช้งานทั่วๆ ไป ดังนั้นระบบรองรับที่ช่วยลดการสึกหรอของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังจึงมีความสำคัญยิ่ง เริ่มตั้งแต่ การตรวจเช็คระดับของน้ำมันเครื่อง ควรดูให้อยู่ในระดับที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินกว่าจุดที่กำหนดบนก้านวัด โดยวิธีการวัดระดับน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมที่สุด ควรจะดับเครื่องทิ้งไว้อย่างน้อย 5 นาที และจอดรถให้อยู่ในแนวระนาบ ก่อนดึงก้านวัดออกมาตรวจเช็คระดับประมาณ 2-3 ครั้ง

lack of engine oil check cover

ระดับของน้ำมันเครื่องที่เหมาะสม ควรอยุ่กึ่งกลางระหว่าง Max และ Low ไม่ควรมาก หรือน้อยจนเกินไป เพราะอาจ่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเครื่องยนต์

TransFlush023 1

การวัดน้ำมันเกียร์ที่แม่นยำที่สุด ควรวัดขณะเครื่องยนต์ทำงานจนมีความร้อน โดยจุดที่เหมาะสมคือ อยู่ในช่วง Hot ที่ระบุบนก้านวัด

ส่วนการวัดระดับน้ำมันเกียร์ออโตเมติก จะต้อง สตาร์ทเครื่องไว้ประมาณ 3-5 นาที เพื่อให้น้ำมันเกียร์หมุนเวียนในระบบก่อน จากนั้นดึงก้านวัดออกมาเพื่อเช็คระดับในขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่เท่านั้น โดยการดูระดับที่พอเหมาะ ให้ดูจากก้านวัดทางฝั่ง Hot ว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ หรือหากจอดรถทิ้งไว้แล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมง สามารถวัดระดับน้ำมันเกียร์แบบคร่าวๆ ได้ โดยสัมเกตระดับที่แถบ Cold ซึ่งระดับความแม่นยำจะต่ำกว่าการวัดในขณะที่เครื่องร้อน ทั้งนี้ทั้งนั้น…หากใกล้จะถึงเวลาหรือระยะในการเปลี่ยนถ่าย (โดยทั่วไป คือ 5,000 – 10,000 กม. หรือไม่เกิน 1 ปี ตามระดับคุณภาพของน้ำมันเครื่อง) ควรจะทำก่อนที่จะออกเดินทางในช่วงหยุดยาว เพื่อเป็นการรักษาประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

shutterstock 319140305 result

น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ น้ำมันเบรก และ น้ำหล่อเย็น เหล่านี้ไม่ใช่ของที่ใช้แล้วหมดไป แต่ก็มีโอกาสที่จะพร่องได้จากการใช้งานในระยะยาว

นอกจากน้ำมันเครื่องแล้ว ระดับของเหลวที่ควรให้ความสำคัญก็คือ ระดับน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ระดับน้ำมันเบรก รวมถึงระดับน้ำหล่อเย็น ซึ่งของเหลวทั้ง 3 รูปแบบ มีวิธีการตรวจสอบปริมาณที่พอเหมาะในลักษณะเดียวกัน นั่นก็คือ การรักษาให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า Min และไม่เกิน Max โดยควรให้อยู่ในระดับกลางๆ ไว้ จะเป็นการดีที่สุด แน่นอนว่า…ของเหลวทั้ง 3 รูปแบบ ทั้งน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ น้ำมันเบรก และ น้ำหล่อเย็น ไม่ใช่ของสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไป ดังนั้น…หากระบบยังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีการรั่วซึม ของเหลวเหล่านี้ จะไม่หายไปไหน และจะอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงเดิม ยกเว้นในบางกรณี ที่ชิ้นส่วนมีการสึกหรอจากการใช้งาน เช่น ระดับความหนาของผ้าเบรกที่บางลง อาจทำให้ระดับของน้ำมันเบรกพร่องไปได้บ้าง ณ เวลานั้น แต่หากเราเปลี่ยนผ้าเบรกกลับมาให้มีความหนาเท่าเดิมแล้ว ระดับน้ำมันเบรกในระบบ จะถูกดันกลับมาให้สูงขึ้น (ซึ่งมีข้อควรระวัง หากเติมเพิ่มเข้าไป ตอนเปลี่ยนผ่าเบรกเซ็ตใหม่ น้ำมันเบรกในระบบอาจจะล้นและสร้างความเสียหายให้กับสีรถได้) อย่างไรก็ตาม…หากต้องการเติมของเหลวเหล่านี้ ควรดูคุณสมบัติ หรือเกรด ให้ตรงกับเกรดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันด้วย

000000397801 b88ac487 14b6 438b 9f2c 3daa22007404

แบตเตอรี่ยุคใหม่ ส่วนใหญ่มาในรูปแบบ Maintenance Free ซึ่งวิธีการสังเกตระดับประสิทธิภาพ ให้ดูจากสีของตาแมวเป็นสำคัญ

เช็คความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ 12 โวลต์

แม้จะไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพ หรือความปลอดภัยในการขับขี่โดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แบตเตอรี่ 12 โวลต์ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางในช่วงหยุดยาวได้อย่างราบรื่น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แบตเตอรี่ 12 โวลต์ จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 2 ปี โดยผู้ใช้ สามารถเช็คประสิทธิภาพของแบตเตอรี่เบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยการสังเกตตาแมวที่โชว์อยู่บนแบตเตอรี่ หากตาแมวยังคงเป็นสีเขียวอยู่ นั่นหมายความว่า แบตเตอรี่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และพร้อมที่จะใช้งาน ส่วนหากสีของตามแมวเปลี่ยนเป็นสีขาว นั่นแสดงว่า ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่เริ่มด้อยลง ผู้ขับขี่ควรทำการชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือหากเป็นแบตเตอรี่ในรูปแบบที่ยังคงต้องเติมน้ำกลั่น (ส่วนใหญ่ในยุคนี้…จะเป็นแบบ Maintenance Free) ให้เติมน้ำกลั่นเข้าไปให้อยู่ในระดับที่กำหนด เพื่อฟื้นฟูประสิทธิภาพของตัวแบตเตอรี่ให้กลับคืนมาเหมือนเดิม สุดท้ายแล้ว…หากตาแมวแสดงเป็นสีแดง นั่นหมายถึง แบตเตอรี่มีการเสือมสภาพ ควรเปลี่ยนก่อนที่จะเดินทาง เพราะอาจทำให้ระบบไฟภายในรถทำงานผิดปกติ หรือไม่สามารถสตาร์ทรถได้ เพราะกำลังไฟไม่พอที่จะหมุนมอเตอร์เพื่อสตาร์ท


ข่าวแนะนำ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา ยอมรับ เรียนรู้เพิ่มเติม