ใน ช่วงสงกรานต์ หลายคนเลือกที่จะเดินทาง หรือท่องเที่ยวในสถานที่ไกลๆ เช่น กลับภูมิลำเนาดั้งเดิม หรือขับรถตระเวณท่องเที่ยวพักผ่อนในสถานที่ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางในช่วงเทศกาลแบบนี้ คงหนีไม่พ้นสภาพการจราจรที่ค่อนข้างจะแออัดเกินปกติ ซึ่งระยะเวลาในการเดินทางอาจจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น…สิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนการเดินทางไกลๆ หรือกินระยะเวลานานเช่นนี้ คือ การเตรียมรถคันเก่งให้พร้อมสำหรับการเดินทาง ซึ่งในครั้งนี้…เรามีเช็คลิสต์ง่ายๆ ที่คุณสามารถเช็คความสมบูรณ์ของตัวรถได้เอง ดังนี้
เช็คสภาพใบปัดน้ำฝน และเติมน้ำฉีดกระจก
หากเริ่มดูจากภายนอกก่อน สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะลืมนึกถึงในช่วงเวลานี้ คือ สภาพของใบปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจก แม้ว่าเทศกาลสงกรานต์จะเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในฤดูร้อน แต่หากสังเกตว่า ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา มักจะมีฝนตกรุนแรงและต่อเนื่อง (หลายคนมักเรียกติดปากว่า ฝนสงกรานต์) ซึ่งอาจเกิดจากภายุฤดูร้อน ดังนั้น…การเตรียมรถให้พร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เริ่มจาก ใบปัดน้ำฝน หากลองปัดแล้วรู้สึกว่าใบเริ่มแข็ง ปัดเป็นคลื่น หรือทิ้งรอยจากการปัด ควรจะเปลี่ยนให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินทาง ซึ่งใบปัดชุดใหม่ นอกจากจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางในช่วงสงกรานต์แล้ว ยังเป็นการเตรียมรับมือกับหน้าฝนที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้าอีกด้วย นอกจากนี้…สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ น้ำฉีดกระจก ควรเติมให้อยู่ในระดับที่กำหนด ซึ่งอาจเติมน้ำยาที่ออกแบบมาสำหรับฉีดกระจกโดยเฉพาะ หรือเติมด้วยน้ำสะอาดก็สามารถทำได้เช่นกัน
เช็คสภาพยางรถยนต์
ยางรถยนต์ ถือเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวที่เป็นยึดเกาะตัวรถให้อยู่บนถนน ดังนั้น ยางรถยนต์ จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด โดยเฉพาะก่อนเดินทางไกล ให้ลองสังเกตสภาพดอกยาง ว่ายังอยู่ในระดับที่หนากว่า Index (สะพานยาง หรือ จุดเช็คความหนาดอกยาง) กำหนดไว้หรือไม่ มีอาการกินนอก กินใน หรือดอกยางสึกหรอในส่วนใดส่วนหนึ่งที่มากเกินปกติหรือไม่ อีกทั้งตัวเนื้อดอกยาง ไม่ควรจะแข็งเกินไป เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะลดลง นอกจากนี้…ยังควรดูสิ่งแปลกปลอม ที่อาจจะทำให้ยางเกิดความเสียหาย เช่น เศษหิน ตะปู ซึ่งหากมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ควรได้รับการแก้ไขโดยช่างผู้ชำนาญก่อน เพื่อไม่ให้ลุกลาม หรือเกิดความเสียหายในระหว่างการเดินทาง สุดท้าย…อย่าลืมเติมลมยางในค่าที่เหมาะสม ตามที่ผู้ผลิตระบุไว้ในคู่มือ เพื่อการเดินทางไกลในช่วงสงกรานต์อย่างปลอดภัย
ความสมบูรณ์ของระบบไฟส่องสว่าง รวมถึงสัญญาณต่างๆ
บ่อยครั้งที่เรามักจะใช้รถกันเพลิน จนลืมดูแลปัจจัยรอบข้าง ซึ่งบางอย่างต้องใช้การสังเกต เช่น การเสื่อมคุณภาพ หรือชำรุดของชุดไฟท้าย ไฟเบรก หรือไฟเลี้ยว ซึ่งอาจเกิดจากการที่หลอดขาด หรือขั้วต่อไฟมีการชำรุด (เป็นความผิดปกติ ที่ต้องอาศัยความตั้งใจในการสังเกต เพราะในขณะที่ขับขี่ เราแทบจะไม่รู้เลยว่าสัญญาณส่วนควบเหล่านี้ อาจมีความผิดปกติ หรือไม่สามารถใช้งานได้) หากจะต้องเดินทางไกลๆ สิ่งเหล่านี้ อาจต้องได้รับการตรวจเช็คอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดไม่คาดฝันระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะจากการที่รถคันอื่นๆ ไม่สามารถรู้ได้ ว่าเรากำลังจะเบรก หรือเลี้ยวไปในทิศทางไหน อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น…อย่าลืมตรวจเช็คความผิดปกติของระบบไฟส่องสว่าง สัญญาณไฟต่างๆ รวมถึงสัญญาณแตร ให้พร้อมก่อนที่จะเดินทางไกลในช่วงเทศกาลสงกรานต์
ตรวจเช็คระดับและคุณภาพของเหลวในระบบต่างๆ
การเดินทางใกล้ – ไกลในสภาพการจราจรที่แออัด หรือการเดินทางในระยะเวลานานๆ เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ย่อมต้องรับภาระมากกว่าการใช้งานทั่วๆ ไป ดังนั้นระบบรองรับที่ช่วยลดการสึกหรอของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังจึงมีความสำคัญยิ่ง เริ่มตั้งแต่ การตรวจเช็คระดับของน้ำมันเครื่อง ควรดูให้อยู่ในระดับที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินกว่าจุดที่กำหนดบนก้านวัด โดยวิธีการวัดระดับน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมที่สุด ควรจะดับเครื่องทิ้งไว้อย่างน้อย 5 นาที และจอดรถให้อยู่ในแนวระนาบ ก่อนดึงก้านวัดออกมาตรวจเช็คระดับประมาณ 2-3 ครั้ง
ระดับของน้ำมันเครื่องที่เหมาะสม ควรอยุ่กึ่งกลางระหว่าง Max และ Low ไม่ควรมาก หรือน้อยจนเกินไป เพราะอาจ่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเครื่องยนต์
การวัดน้ำมันเกียร์ที่แม่นยำที่สุด ควรวัดขณะเครื่องยนต์ทำงานจนมีความร้อน โดยจุดที่เหมาะสมคือ อยู่ในช่วง Hot ที่ระบุบนก้านวัด
ส่วนการวัดระดับน้ำมันเกียร์ออโตเมติก จะต้อง สตาร์ทเครื่องไว้ประมาณ 3-5 นาที เพื่อให้น้ำมันเกียร์หมุนเวียนในระบบก่อน จากนั้นดึงก้านวัดออกมาเพื่อเช็คระดับในขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่เท่านั้น โดยการดูระดับที่พอเหมาะ ให้ดูจากก้านวัดทางฝั่ง Hot ว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ หรือหากจอดรถทิ้งไว้แล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมง สามารถวัดระดับน้ำมันเกียร์แบบคร่าวๆ ได้ โดยสัมเกตระดับที่แถบ Cold ซึ่งระดับความแม่นยำจะต่ำกว่าการวัดในขณะที่เครื่องร้อน ทั้งนี้ทั้งนั้น…หากใกล้จะถึงเวลาหรือระยะในการเปลี่ยนถ่าย (โดยทั่วไป คือ 5,000 – 10,000 กม. หรือไม่เกิน 1 ปี ตามระดับคุณภาพของน้ำมันเครื่อง) ควรจะทำก่อนที่จะออกเดินทางในช่วงหยุดยาว เพื่อเป็นการรักษาประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ น้ำมันเบรก และ น้ำหล่อเย็น เหล่านี้ไม่ใช่ของที่ใช้แล้วหมดไป แต่ก็มีโอกาสที่จะพร่องได้จากการใช้งานในระยะยาว
นอกจากน้ำมันเครื่องแล้ว ระดับของเหลวที่ควรให้ความสำคัญก็คือ ระดับน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ระดับน้ำมันเบรก รวมถึงระดับน้ำหล่อเย็น ซึ่งของเหลวทั้ง 3 รูปแบบ มีวิธีการตรวจสอบปริมาณที่พอเหมาะในลักษณะเดียวกัน นั่นก็คือ การรักษาให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า Min และไม่เกิน Max โดยควรให้อยู่ในระดับกลางๆ ไว้ จะเป็นการดีที่สุด แน่นอนว่า…ของเหลวทั้ง 3 รูปแบบ ทั้งน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ น้ำมันเบรก และ น้ำหล่อเย็น ไม่ใช่ของสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไป ดังนั้น…หากระบบยังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีการรั่วซึม ของเหลวเหล่านี้ จะไม่หายไปไหน และจะอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงเดิม ยกเว้นในบางกรณี ที่ชิ้นส่วนมีการสึกหรอจากการใช้งาน เช่น ระดับความหนาของผ้าเบรกที่บางลง อาจทำให้ระดับของน้ำมันเบรกพร่องไปได้บ้าง ณ เวลานั้น แต่หากเราเปลี่ยนผ้าเบรกกลับมาให้มีความหนาเท่าเดิมแล้ว ระดับน้ำมันเบรกในระบบ จะถูกดันกลับมาให้สูงขึ้น (ซึ่งมีข้อควรระวัง หากเติมเพิ่มเข้าไป ตอนเปลี่ยนผ่าเบรกเซ็ตใหม่ น้ำมันเบรกในระบบอาจจะล้นและสร้างความเสียหายให้กับสีรถได้) อย่างไรก็ตาม…หากต้องการเติมของเหลวเหล่านี้ ควรดูคุณสมบัติ หรือเกรด ให้ตรงกับเกรดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันด้วย
แบตเตอรี่ยุคใหม่ ส่วนใหญ่มาในรูปแบบ Maintenance Free ซึ่งวิธีการสังเกตระดับประสิทธิภาพ ให้ดูจากสีของตาแมวเป็นสำคัญ
เช็คความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ 12 โวลต์
แม้จะไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพ หรือความปลอดภัยในการขับขี่โดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แบตเตอรี่ 12 โวลต์ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางในช่วงหยุดยาวได้อย่างราบรื่น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แบตเตอรี่ 12 โวลต์ จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 2 ปี โดยผู้ใช้ สามารถเช็คประสิทธิภาพของแบตเตอรี่เบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยการสังเกตตาแมวที่โชว์อยู่บนแบตเตอรี่ หากตาแมวยังคงเป็นสีเขียวอยู่ นั่นหมายความว่า แบตเตอรี่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และพร้อมที่จะใช้งาน ส่วนหากสีของตามแมวเปลี่ยนเป็นสีขาว นั่นแสดงว่า ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่เริ่มด้อยลง ผู้ขับขี่ควรทำการชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือหากเป็นแบตเตอรี่ในรูปแบบที่ยังคงต้องเติมน้ำกลั่น (ส่วนใหญ่ในยุคนี้…จะเป็นแบบ Maintenance Free) ให้เติมน้ำกลั่นเข้าไปให้อยู่ในระดับที่กำหนด เพื่อฟื้นฟูประสิทธิภาพของตัวแบตเตอรี่ให้กลับคืนมาเหมือนเดิม สุดท้ายแล้ว…หากตาแมวแสดงเป็นสีแดง นั่นหมายถึง แบตเตอรี่มีการเสือมสภาพ ควรเปลี่ยนก่อนที่จะเดินทาง เพราะอาจทำให้ระบบไฟภายในรถทำงานผิดปกติ หรือไม่สามารถสตาร์ทรถได้ เพราะกำลังไฟไม่พอที่จะหมุนมอเตอร์เพื่อสตาร์ท