หลังจากเปิดตัวแบรนด์หรู พร้อมส่ง Denza D9 รถอเนกประสงค์บุกเบิกตลาดกลุ่มพรีเมี่ยมในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เมื่อปลายปี 2024 ในที่สุดค่าย BYD ก็เตรียมจะปล่อยขีดสุดแห่งนวัตกรรมยานยนต์ BYD Denza Z9GT รถในสไตล์ Shooting Brake (คนไทยคุ้นหูกันในชื่อ รถพ่อบ้าน) ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องภาพลักษณ์ สมรรถนะ รวมถึงเทคโนโลยีการขับขี่ระดับชั้นนำ โดยก่อนที่จะเปิดตัวพร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ทางค่ายเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมผัสตัวรถอย่างใกล้ชิด พร้อมทดลองขับ BYD Denza Z9GT แบบพอหอมปากหอมคอ ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์
อย่างที่เกริ่นไปในเบื้องต้น การทดลองขับ BYD Denza Z9GT ในครั้งนี้ อาจไม่ใช่การทดลองเชิงลึก หรือใช้เวลาอยู่กับรถมากเท่าที่ควรจะเป็น แต่อย่างไรแล้ว #ทีมขับซ่า ก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจ รวมถึงจุดเด่นและข้อสังเกตของตัวรถมาถ่ายทอด เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ก่อนที่จะมีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ และนี่คือ สิ่งที่ทำให้เราประทับใจใน BYD Denza Z9GT
ภาพลักษณ์ในสไตล์ Gran Turismo พร้อมจุดเด่นในเรื่องแอโร่ไดานามิคส์ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง 0.21
การเพิ่มทางเลือกให้กับนักขับผู้หลงใหลดีไซน์และสมรรถนะ ด้วยรถในสไตล์ GT
ตัวอักษร GT ใน BYD Denza Z9GT มีที่มาจากคำว่า Gran Turismo ซึ่งเป็นภาษาอิตาเลียน (หรือ Grand Tourer ในภาษาอังกฤษ) สื่อถึง รถสปอร์ตสมรรถนะสูง ที่ออกแบบมาสำหรับการขับขี่ทางไกล เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง การมาของ BYD Denza Z9GT อาจไม่ใช่รูปแบบตัวรถที่เราคุ้นเคยนัก (เมื่อเทียบกับรถระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย) นี่จึงถือเป็นทางเลือกใหม่ ให้ผู้ใช้ได้เข้าถึงดีไซน์ เทคโนโลยี รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ขั้นสุด ได้ง่ายมากขึ้น โดยตัวรถมากับมิติตัวถัง 1,990 x 5,180 x 1,490 มม. และมีระยะฐานล้อ 3,125 มม. ซึ่งชัดเจนว่า นี่คือ รถที่มีขนาดใหญ่ แต่ได้รับการดีไซน์ให้มีความเฉียบคม และฟีลลิ่งในการควบคุมแบบสั่งได้ ด้วยการออกแบบพื้นฐานและระบบรองรับต่างๆ เพื่อเอาชนะข้อจำกัดทางฟิสิกส์ เริ่มตั้งแต่เรื่องสัดส่วนตามหลัก Golden Ratio 3:1 (Classic Body Proportion) การวางแนวเส้นตัว Z คาดกลางตัวถังตั้งแต่หัวจรดท้าย รวมถึงการออกแบบให้ชิ้นส่วนต่างๆ เช่น สปอยเลอร์ท้ายแบบคู่ (ชิ้นล่างเป็นแบบแอคทีฟ) รับกับหลักอากาศพลศาสตร์ (ค่า Cd อยู่ที่ประมาณ 0.21) เพื่อให้ตัวรถ BYD Denza Z9GT เคลื่อนที่ได้อย่างพลิ้วไหวในทุกย่างก้าว
เข้า – ออก ได้ง่าย ด้วยประตูเปิด – ปิด อัตโนมัติ ทั้ง 4 บาน
BYD Denza Z9GT มาพร้อมฟังค์ชั่นการเปิด – ปิด ประตูแบบอัตโนมัติ ด้วยระบบไฟฟ้าทั้ง 4 บาน ช่วยให้การเข้า – ออก จากตัวรถ ทำได้สะดวกมากขึ้น โดยระบบจะทำงานหรือเปิดเต็มที่เมื่อไม่มีสิ่งกีดขวาง (หรือหากมีคนยืน หรือรถจอดด้านข้างในระยะใกล้ ประตูจะเปิดแค่ในระดับที่ปลอดภัย ไม่กระแทกรถด้านข้าง…ซึ่งเป็นข้อดี) โดยสามารถเลือกเปิดได้จากสวิตช์บริเวณแผงข้างประตู รวมถึงปุ่มที่เพดาน (และมีจุดดึงเปิดประตูฉุกเฉินแบบแมคานิคที่ช่องเก็บของด้านข้างแผงประตู) เท่ากับว่า รอบๆ คันของ BYD Denza Z9GT มีจุดเปิดประตูได้ถึง 12 ตำแหน่ง นอกจากนี้…ยังเพิ่มความง่ายในการเก็บสัมภาระด้านท้าย ด้วย AR Projection ที่จะฉายสัญลักษณ์เพื่อเปิดฝาท้ายลงบนพื้น และเพียงเหยียบที่สัญลักษณ์ดังกล่าว ฝาท้ายจะเปิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความสะดวกในการเข้า – ออกจะจัดเต็ม แต่รูปแบบการใช้งานที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากมองในระยะยาว คงต้องรอดูกันว่า เรื่องความทนทานในระบบที่เป็นอัตโนมัติเต็มรูปแบบเช่นนี้ จะรองรับการใช้งานได้ในระดับไหน
5 สีตัวถัง กับ 3 สีภายใน ทางเลือกที่หลากหลาย ได้ทั้งความหรู และอารมณ์สปอร์ต
BYD Denza Z9GT มาพร้อม 5 สีตัวถัง ประกอบไปด้วย สีเขียว Force Green, สีทอง Champagne Gold, สีขาว Horizon White, สีดำ Quantum Black และ สีน้ำเงิน Zenith Blue แม้ในภาพรวม สีเหล่านี้จะให้อารมณ์หรู และความรู้สึกที่ดูสุขุม แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นรถที่เน้นสมรรถนะ และเทคโนโลยีการขับขี่ อาจมีผู้ใช้บางกลุ่มที่ชื่นชอบความฉูดฉาด และอยากได้สีสันที่ดูมีสไตล์มากกว่าที่มีให้เลือก ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่น่าชื่นชม คือ BYD Denza Z9GT มาพร้อมทางเลือกสีภายในที่มีมาให้ถึง 3 รูปแบบ โดยทางเลือกสำหรับคนที่ชอบความสุขุม หรูหรา คงหนีไม่พ้น สีดำ – แดง และสีดำ – เบจ ที่หุ้มด้วยหนังแท้ ส่วนหากต้องการความเป็นสปอร์ต ตัวรถยังมาพร้อมทางเลือกด้วยสีดำล้วน ขลิบด้วยสีเหลืองซึ่งหุ้มด้วยหนัง Microsuede เรียกได้ว่า มีทางเลือกที่หลากหลาย รองรับไลฟ์สไตล์ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ BYD Denza Z9GT ยังจัดเต็มฟังค์ชั่นความบันเทิงผ่านชุดหน้าจอกลางขนาด 17.3 นิ้ว ที่ทำงานร่วมกับ Google Build in พร้อมหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า 13.2 นิ้ว (และจอสัมผัส 6 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง) ให้สุนทรียภาพในทุกการเดินทางด้วยระบบเสียงระดับไฮเอนด์จาก Davialet 20 ลำโพง ระบบปรับอากาศ 4 โซน และไวร์เลสชาร์จ 50 วัตต์ ถึง 3 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมาพร้อมช่องเก็บอุณหภูมิแบบ Build in ที่สามารถปรับอุณหภูมิเย็นได้ตั้งแต่ -6 ถึง 6 องสาเซลเซียส และร้อนตั้งแต่ 35 ถึง 50 องศาเซลเซียส
สมรรถนะระดับกว่า 1,100 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 3 วินาที
สิ่งที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดใน BYD Denza Z9GT คงหนีไม่พ้น เรื่องสมรรถนะ ที่เป็นการผสานการทำงานกันระหว่างมอเตอร์ 3 ตัว ซึ่งประกอบไปด้วย 1 ตัว ที่ล้อคู่หน้า (313 แรงม้า กับแรงบิด 410 นิวตัน-เมตร รอบการหมุนสูงสุด 19,000 รอบ/นาที) และแยกอิสระ 2 ตัว ในล้อคู่หลัง (กำลังรวม 843 แรงม้า กับแรงบิดรวม 800 นิวตัน-เมตร รอบการหมุนสูงสุด 25,000 รอบ/นาที) ให้กำลังรวมสูงสุด 1,156 แรงม้า พร้อมกับแรงบิดสูงสุด 1,210 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนสี่ล้อในรูปแบบ All Wheel Drive นอกจากนี้…ยังมาพร้อมฟังค์ชั่น Boost Mode (ดึงแป้น Paddle Shift สีแดง หลังพวงมาลัย ใช้งานได้เมื่อแบตเตอรี่เหลือมากกว่า 30%) เพื่อดึงแรงบิดสูงสุดมาใช้ต่อเนื่องประมาณ 20 วินาที เพื่อเรียกกำลังในระดับที่สามารถลากตัวถังของ BYD Denza Z9GT ให้ทะยานจากจุดหยุดนิ่ง ถึงที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ได้ภายใน 2.7 วินาที ซึ่งจากการทดสอบของ #ทีมขับซ่า ด้วยเครื่องมือ VBox Sport ได้ผลออกมาดังนี้
Blade Battery เจนเนอเรชั่นที่ 2 รองรับความเร็วในการชาร์จสูงสุด 1,500 kW
ที่ผ่านๆ มา เราได้ยินกิตติศัพท์ของ Blade Battery เจนเนอเรชั่นที่ 2 กันมาพอสมควร จุดเด่นที่น่าสนใจของแบตเตอรี่เจนเนอเรชั่นนี้ก็คือ ความเร็วในการชาร์จ ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำ Blade Battery เจนฯ ใหม่ มาใช้กับรถที่ทำตลาดในประเทศไทย โดย BYD Denza Z9GT ได้รับการพัฒนาบนแพลตฟอร์ม 1,000 โวลต์ จับคู่แบตเตอรี่แพคในรูปแบบ Cell to Body ที่มีจุดเด่นในเรื่องความแข็งแรง ไม่กินพื้นที่ในห้องโดยสาร ซึ่งด้วยความจุระดับ 122.5 kWh ส่งให้ตัวรถรองรับการเดินทางต่อชาร์จ 701 กม. ตามมาตรฐาน NEDC อีกทั้งยังรองรับ DC Ultra Fast Charge สูงสุดถึง 1,500 kW (ยังไม่รู้จะไปชาร์จที่ไหน ที่ได้ความเร็วแบบเต็มประสิทธิภาพตัวรถ) และปล่อย V2L ให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอกได้ถึง 4 kW
ระบบรองรับที่เหนือชั้น ยืนยันความเป็นรถสมรรถนะสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากสมรรถนะและเทคโนโลยีที่เหนือชั้นแล้ว BYD Denza Z9GT ยังมาพร้อมจุดเด่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วงล่าง Disus A แบบ Air Dual Chamber ที่สามารถปรับความสูงจากพื้น (ตั้งแต่ 100 มม., 120 มม. ซึ่งเป็นค่ามาตรฐาน และสูงสุดที่ 145 มม.) ปรับระดับความนุ่มนวลของตัวรถได้ตามต้องการ และแม้ว่า BYD Denza Z9GT จะเป็นรถที่มีขนาดใหญ่ และมีฐานล้อที่ยาวถึง 3,125 มม. แต่ด้วยระบบช่วยเลี้ยวด้วยล้อคู่หลัง ที่สามารถหักเลี้ยวได้สูงสุดถึง 15 องศา ส่งให้ BYD Denza Z9GT มีรัศมีวงเลี้ยวเพียง 4.62 ม. ซึ่งแคบกว่ารถในระดับ City Car นอกจากนี้…ยังมาพร้อมฟังค์ชั่น Pencil Compass Turn ที่ระบบจะล้อคล้อหลังข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อให้ได้รัศมีวงเลี้ยวที่แคบที่สุดในพื้นที่จำกัด เช่นเดียวกับระบบช่วยเข้าจอด e3 Parking ที่ใช้ประโยชน์จากการหมุนอย่างอิสระของมอเตอร์ขับเคลื่อนที่ 2 ล้อหลัง ช่วยในการเข้าจอดในพื้นที่จำกัดได้ง่ายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะระบบจะไม่ได้มีข้อบ่งชี้สำหรับการใช้งานในพื้นผิวที่มี Traction สูงๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้งานบ่อยๆ อาจสร้างความสึกหรอได้มากกว่าการเข้าจอดในรูปแบบปกติ อย่างน้อยก็การสึกหรอที่เกิดขึ้นกับยาง
ระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่าด้วย Lidar Sensor
ชัดเจนว่า BYD Denza Z9GT ให้ความสำคัญกับ ระบบช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัยขั้นสูง หรือ ADAS ด้วยการติดตั้ง Lidar Sensor ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการประมวลผลของระบบต่างๆ ให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อม Ultrasonic Sensor สำหรับช่วยถอยจอดรวม 12 ตำแหน่ง พร้อมด้วยกล้องมองรอบทิศทาง 360 องศา รองรับการบันทึกภาพรอบคันด้วยมุมมองที่แตกต่างถึง 5 มุม
ในภาพรวมของ คงต้องยอมรับว่า BYD Denza Z9GT คือ รถที่ชูจุดเด่นในเรื่องสมรรถนะ และเทคโนโลยีการขับขี่ รวมถึงการชาร์จและกักเก็บพลังงานที่รองรับการใช้งานในอนาคตอย่างแท้จริง ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องรอดูกันว่า BYD จะเปิดราคาออกมาได้ถูกอกถูกใจคนที่กำลังรอรถที่หล่อและแรงในระดับที่พอจะเข้าถึงได้มากน้อยขนาดไหน นี่อาจไม่ใช่รถที่ขายดีระดับตลาดแตก แต่จะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่โชว์ศักยภาพของแบรนด์ได้อย่างเต็มตัว และแน่นอนว่า BYD Denza Z9GT จะเป็นเครื่องสะท้อนบุคลิคของผู้ครอบครองได้แบบชัดเจนเช่นเดียวกัน คนชอบรถในสไตล์ หล่อ หรู แรงสุดๆ และเทคโนโลยีจัดเต็มแบบไม่ต้องแคร์อนาคต…รอกันได้เลย !