หลังจากที่มีข่าวว่า สหภาพยุโรป หรือ European Union (EU) ประกาศเตรียมยกเลิกการใช้เครื่องยนต์สันดาปตั้งแต่ปี 2035 เป็นต้นไป เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนารถในรูปแบบ BEV ที่ใช้แบตเตอรี่เป็นหัวใจหลักเป็นตัวจ่ายพลังงานให้กับระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ยุคใหม่ สร้างความตื่นตระหนก รวมถึงข้อถกเถียงในบรรดาผู้ผลิต ผู้ใช้ รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหรกรรมยานยนต์ในวงกว้าง แต่อย่างไรก็ตาม…ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กระแสความนิยม รวมถึงความต้องการของผู้ใช้งานรถยนต์ ชี้ชัดออกมาแล้วว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า อาจจะยังไม่ใช่ทางออกที่ตอบโจทย์สำหรับทุกคน ดังนั้นแนวทางการสั่งแบนเครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2035 จึงถูกปัดตกไป โดยถูกปรับรูปแบบการพัฒนาให้เครื่องยนต์สันดาป ยังคงสามารถใช้งานได้ตามเป้าหมายการปล่อยมลพิษที่วางไว้ในอนาคต
แม้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รถยนต์ในรูปแบบ BEV จะเป็นรถที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ในวงกว้าง โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่รถ BEV ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นกว่า 40% หรือมียอดจดทะเบียนกว่า 110,000 คัน ในปี 2568 จากมาตรการสนับสนุนรถ EV3.0 และ 3.5 รวมถึงการที่บรรดาค่ายรถยนต์น้องใหม่ ต่างพร้อมใจกันดั๊มพ์ราคาเพื่อแข่งขัน ช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาด แต่อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับภาพรวมในตลาด รถ BEV มีปริมาณรวมเพียง 300,000 คัน จากกว่า 20 ล้านคัน ในประเทศ หรือคิดเป็นเพียง 1.5% ของปริมาณรถยนต์ทั้งหมด เช่นเดียวกับในตลาดโลก ที่รถ BEV มีอัตราส่วนเพียง 13% เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป (ICE, HEV และ PHEV) นั่นจึงทำให้บรรดาผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่างๆ หันในให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาป ควบคู่ไปกับการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้เครื่องยนต์สันดาป ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านสมรรถนะ รวมถึงการปล่อยมลพิษ และอัตราสิ้นเปลือง ที่ทำได้ต่ำลงจนอยู่ในระดับที่พอจะแข่งขันกับรถในรูปแบบ BEV ได้อย่างน่าสนใจ จนเป็นที่มาของการผ่อนปรนการยกเลิกการใช้เครื่องยนต์สันดาปของ สหภาพยุโรป ในที่สุด
ตามข้อมูลจากการรายงานของ Reuters ทาง สหภาพยุโรป ได้ประกาศผ่อนปรนการปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ จากเดิมกำหนดให้ลดการปล่อยก๊าซดังกล่าวแบบ 100% ภายในปี 2035 (เทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2021) โดยบังคับให้บรรดาผู้ผลิต ปรับรูปแบบการใช้พลังงานของรถยนต์ มาในรูปแบบ BEV ทั้งหมด แต่สำหรับข้อกำหนดใหม่นั้น ผ่อนปรนให้ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง 90% เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2021 นั่นหมายความว่า รถในรูปแบบที่ยังคงมีเครื่องยนต์สันดาปอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ล้วน, รถไฮบริด รวมถึงรถปลั๊กอินไฮบริด จะยังคงทำตลาดได้ต่อไปหลังปี 2035 แต่มีเงื่อนไขว่า คาร์บอนไดออกไซด์ 10% ที่ยังคงปล่อยได้นั้น อาจจะต้องมาจากการใช้เชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic e-fuels), น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ (ฺBiofuels) รวมถึงการใช้โลหะคาร์บอนต่ำที่ผลิตในยุโรป เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม…ก่อนที่บรรดาผู้ผลิตจะถูกบังคับให้ต้องผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงถึง 90% ภายในปี 2035 ในช่วงระหว่างปี 2030-3032 ผู้ผลิตมีหน้าที่นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะต้องลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงอีก 55% สำหรับรถยนต์ใช้งานส่วนบุคคลทั่วไป (เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊ษซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2021) ในช่วงเวลานี้ โดยหากเป็นในภาคขนส่ง จะต้องลดการปล่อยก๊าซดังกล่าว 40% เนื่องจากรถในกลุ่มนี้ การจะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อลดการปล่อยไอเสียในระดับที่กำหนด ยังคงทำได้ยาก และเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิตมากเกินไป




