Home บทความแนะนำรถ EV ขับแบบไหน ชาร์จอย่างไร…ที่ไม่เสี่ยงอาการ แบตวูบ !

รถ EV ขับแบบไหน ชาร์จอย่างไร…ที่ไม่เสี่ยงอาการ แบตวูบ !

by Admin clubza.tv
2 minutes read

รถ EV ยังคงเป็นภาหนะที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ ปัจจุบัน มีจำนวนประชากรในระดับกว่า 3.7 แสนคัน ในประเทศไทย โดยหากดูตามสถิติ ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประเทศไทย มียอดขายรถ EV สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ กว่า 147,000 คัน หรือกว่า 74% ของปริมาณยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในปีดังกล่าว นั่นแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการเติบโต รวมถึงรูปแบบในการเลือกใช้รถของผู้บริโภคที่แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม…การใช้รถ EV อาจจะยังคงมีข้อจำกัดที่ผู้ใช้ต้องทำความเข้าใจ และปรับพฤติกรรมการใช้งานกันสักเล็กน้อย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก ช่องว่างของความผิดพลาดจากการใช้งานรถ EV เช่น อาการแบตวูบ อย่างที่หลายคนเคยประสบกับตัวเอง หรือเห็นในโลกโซเชียลอยู่บ่อยครั้ง

image 29fb5190

แบตวูบ ช่องว่างของความไม่ปกติ ที่อาจเกิดทั้งจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงรูปแบบการใช้งานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง

แบตวูบ คือ อะไร ? รู้ได้ แต่ถ้าไม่จำเป็น…อย่าได้ลอง !

คนใช้รถ EV ที่ไม่เคยเจอกับตัว อาจจะยังไม่เข้าใจ แบตวูบ คือ อาการที่ เวลาเราขับรถ EV ในระดับพลังงานที่ต่ำ แต่ตัวเลข % ไฟในตัวแบตเตอรี่ ยังคงแสดงให้เห็นว่าตัวรถสามารถขับใช้งานได้ในระยะหนึ่ง ซึ่งเพียงพอที่จะไปถึงยังจุดชาร์ถัดไป เช่น % ไฟแบตเตอรี่เหลือ 12% และตัวเลขแสดงระยะการใช้งานแจ้งว่าสามารถยังคงวิ่งได้อีกประมาณ 30 กม. โดยตัวรถห่างจากจุดชาร์จถังไปแค่ 10 กว่า กม. (ซึ่งดูแล้วเป็นระยะห่างปลอดภัย สามารถขับไปถึงได้แบบสบายๆ) แต่ขับไปได้สักพัก ยังไม่ทันจะถึงจุดหมายที่แพลนไว้ รถ EV เจ้ากรรม ดันวูบดับไปแบบไม่มีสาเหตุ ทำให้ไม่สามารถไปถึงยังจุดหมายที่ต้องการได้อย่างที่ตั้งใจ สร้างความตื่นตกใจ และประสบการณ์ที่ (ไม่) น่าประทับใจ เสียเงินเสียทองจ้างรถยกไปกันใหญ่ จนผู้ใช้รถ EV บางคน ถึงกับเข็ดขยาด เพียงเพราะอาการ แบตวูบ ที่อยู่ดีๆ ก็มาสำแดงเดชให้ได้เจอกันแบบงงๆ

image f2a67d7

การใช้ % ไปในแบตเตอรี่รถ EV จนเหลือในระดับที่ต่ำมากๆ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอาการแบตวูบ !

ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการแบตวูบ

สาเหตุของ อาการแบตวูบ เกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัย แต่โดยพื้นฐานแล้ว เป็นผลมาจาก การที่ BMS (Battery Management System) อ่านค่าหรือคำนวณผิดพลาด โดยเฉพาะกับแบตเตอรี่ที่ค่า Voltage Curve ในการใช้งานปกติค่อนข้างคงที่ (เช่น ช่วงจาก 90% ลงมาจนถึง 15%) ทำให้ BMS ไม่สามารถอ่านค่า % ไฟในแบตเตอรี่ที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำมากพอ ซึ่งมักอ่านค่า หรือคำนวณผิดพลาดในช่วง % ไฟต่ำๆ เนื่องจากการลดลงของค่าโวลต์แบบเฉียบพลัน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ BMS สั่งตัดการทำงาน (เพื่อลดความผิดพลาดในการทำงาน และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระบบ) นำมาซึ่ง อาการแบตวูบ โดยตรง อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว ค่ายรถชั้นนำย่อมรู้ดีว่าปัญหานี้อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้ หลายๆ แบรนด์จึงใช้วิธีการคำนวนและแสดง % ไฟในระดับที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเผื่อไว้ สำหรับช่วงการใช้งานที่ SoC (State of Charge) ต่ำ หรือกั๊กไฟสำรองไว้ส่วนหนึ่ง (ประมาณ 5-10% จากความจุแบตเตอรี่ทั้งหมด) เพื่อลดข้อผิดพลาดจากการใช้งาน โดยเฉพาะ อาการแบตวูบ เมื่อ % ไฟในแบตเตอรี่ต่ำมากๆ

download

เทียบความต่าง กำลังไฟฟ้าที่สูญเสีย หรือ Reactive Power (Q) ระหว่างแบตเตอรี่แบบ NMC และ LFP

ความเสี่ยงของอาการ แบตวูบ สำหรับ NMC vs. LFP

แบตเตอรี่ชนิด NMC (Nickel Manganese Cobalt) และ LFP (Lithium Iron Phosphate) ถือว่ามีคุณสมบัติที่และรูปแบบการปล่อยพลังงานที่ต่างกันอย่างชัดเจน โดยหากสังเกตจากกราฟ รูปแบบการปล่อยพลังงานของแบตเตอรี่ NMC ค่าแรงดันไฟฟ้าจะลดลงมาอย่างสม่ำเสมอตาม SoC หรือ % ไฟในแบตเตอรี่ที่ต่ำลง ทำให้การคำนวณ % ไฟที่แท้จริงแบบเรียลไทม์ของ BMS ทำได้อย่างละเอียดและมีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะต่างจากกราฟของแบตเตอรี่แบบ LFP ที่แรงดันไฟฟ้าในช่วงการใช้งานตั้งแต่ 95% ลงมาถึงประมาณ 15% ค่อนข้างจะคงที่ (ทำให้คำนวณ % ไฟในแบตเตอรี่ที่แท้จริงได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงท้าย ที่ค่าโวลต์ตกเร็วกว่าปกติ) และตามที่ได้เกริ่นไว้ในด้านบน แบตเตอรี่ที่มีโอกาสที่จะเกิด อาการแบตวูบ ได้มากกว่า คือ แบตเตอรี่ทีมี Voltage Curve คงที่ นั่นหมายความว่า ในการใช้งานจริง ผู้ใช้ ไม่ควรปล่อยให้ % ไฟในแบตเตอรี่ LFP ต่ำลงจนเกินไป เพราะนอกจากจะมีความเสี่ยงจากการดับกลางอากาศแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่เซลล์แบตเตอรี่ จะเกิดการเสื่อมสภาพแบบถาวรอีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ มักจะแนะนำว่า lสำหรับผู้ที่ขับรถ EV ไม่ควรให้ใช้บริมาณไฟในแบตเตอรี่จนเหลือในระดับต่ำกว่า 20%

image 87e3237f

ยิ่งเร่งมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงของอาการแบตวูบ ที่ % ไฟต่ำๆ ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะ BMS มักอ้างอิงค่า Voltage ของเซลล์ที่มีแรงดันต่ำที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหาย

พฤติกรรมการขับขี่ ก็มีผลต่ออาการแบตวูบ ด้วยเช่นกัน

แบตวูบ อาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของตัวรถ รวมถึงผู้ผลิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวผู้ขับขี่เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รถ EV เกิดอาการแบตวูบ ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ขับขี่ “เท้าหนัก” เดินคันเร่งแรง แช่ความเร็วสูงต่อเนื่อง แน่นอนว่า อาการแบตวูบ ไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่ % ไฟในแบตเตอรี่อยู่ในระดับสูง แต่มักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ปริมาณไฟในแบตเตอรี่เหลือต่ำลงกว่า 15% ซึ่งหากผู้ขับขี่ ยังมีพฤติกรรมหรือต้องการการตอบสนองที่ดุดัน รวดเร็ว ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงต่อ อาการแบตวูบ ได้สูงมากขึ้น เนื่องจาก ในขณะที่เราเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรง ตัวรถจะสั่งให้จ่ายกระแสไฟในระดับที่สูงแบบฉับพลัน อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงดันไฟในระบบตกลงชั่วขณะ (Voltage Dip) ซึ่งเมื่อ BMS ตรวจจับได้ว่า ค่าโวลต์หรือแรงดันไฟภายในเซลล์แบตเตอรี่ (บางเซลล์) ต่ำลงเกินกว่าขีดจำกัดที่กำหนด (โดยมากจะมุ่งเป้าไปที่เซลล์ที่มีค่าโวลต์ต่ำที่สุด) ระบบจะสั่งตัดการทำงานโดยอัตโนมัติ (แม้ว่าเซลล์อื่นๆ จะยังมีไฟอยู่ก็ตาม) เนื่องจากหากปล่อยให้โวลต์ต่ำมากๆ จนเกินค่าวิกฤติ เซลล์นั้นมีโอกาสที่จะเกิดการเสื่อมสภาพแบบถาวร รวมถึงเพื่อป้องกันความเสียหายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนี่คือ อีกหนึ่งสาเหตุของ อาการแบตวูบ ดังนั้นเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดขึ้น หากมีความจำเป็นที่ต้องขับขี่รถ EV ด้วย % ไฟในแบตเตอรี่ที่ต่ำมากๆ ควรจะขับขี่อย่างสุภาพ ใช้ความละเอียดในการเดินคันเร่ง (เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มระยะในการเดินทาง) และหลีกเลี่ยงการใช้ความเร็วสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการพลังงานของตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

Gemini Generated Image yvinyhyvinyhyvin

การ Rebalance เสมือนเป็นการเฉลี่ยแรงดันไฟภายในแต่ละเซลล์ให้มีความสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้ Battery Management System สามารถคำนวณ % ไฟในแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ลดโอกาสการเกิด อาการแบตวูบได้ง่ายๆ เพียงทำตามที่ผู้ผลิตแนะนำ

สำหรับผู้ใช้รถ EV เรามักจะได้ยินคำว่า Rebalance ที่ในคู่มือจากผู้ผลิต แนะนำให้ทำตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยปกติแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือนต่อครั้ง ซึ่งการ Rebalance คือ การใช้งานรถ EV จนปล่อยให้ % ไฟในแบตเตอรี่เหลือต่ำกว่า 10% แล้วจึงค่อยชาร์จแบบช้าๆ ด้วย AC Charge จนเต็ม 100% เพื่อเฉลี่ยแรงดันไฟในแต่ละเซลล์ให้ได้ใกล้เคียงกันมากที่สุด อันส่งผลให้ BMS สามารถคำนวณปริมาณการเรียกดึงไฟภายในแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อแรงดันภายในเซลล์แบตเตอรี่มีความใกล้เคียงกัน (BMS ไม่สั่งตัดการทำงานในเงื่อนไขเซลล์ที่มีค่าแรงดันต่ำเกินค่าวิกฤติ) ระบบการถ่ายโอนพลังงานในแบตเตอรี่ ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ได้ระยะการเดินทางที่ไกลขึ้น (เพราะลดข้อจำกัดในเรื่องความต่างของแรงดันไฟในแต่ละเซลล์) และช่วยลดโอกาสที่จะเกิด อาการแบตวูบ ด้วยเช่นกัน

650036950 26615422344721403 1811270592164242829 n

หากเข้าใจในข้อจำกัด และรู้วิธีการในการรับมือต่อเหตุการณ์ที่มีความสุ่มเสี่ยง จะช่วยให้สามารถใช้งานรถ EV ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

วางแผนการใช้ ขับขี่อย่างสุภาพ และปฏิบัติตามคู่มือ ทำได้ 3 อย่างนี้…ดีแน่นอน

การขับรถด้วยความเข้าใจ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้งานตัวรถได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ในทำนองเดียวกัน สำหรับ อาการแบตวูบ ที่มักจะเกิดขึ้นกับรถ EV ที่มี % ไฟในแบตเตอรี่เหลือในระดับต่ำมากๆ หากเราใช้รถอย่างเข้าใจ วางแผนการเดินทาง เลือกจุดชาร์จ โดยไม่ปล่อยให้ % ไฟในแบตเตอรี่เหลือต่ำมากจนเกินไป เลือกปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้เหมาะสมกับปริมาณไฟในแบตเตอรี่ รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงบนท้องถนน ไม่ว่าจะรถในรูปแบบไหนๆ ก็ย่อมที่จะลดลงอย่างแน่นอน


ข่าวแนะนำ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา ยอมรับ เรียนรู้เพิ่มเติม