รถ EV ยังคงเป็นภาหนะที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ ปัจจุบัน มีจำนวนประชากรในระดับกว่า 3.7 แสนคัน ในประเทศไทย โดยหากดูตามสถิติ ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประเทศไทย มียอดขายรถ EV สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ กว่า 147,000 คัน หรือกว่า 74% ของปริมาณยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในปีดังกล่าว นั่นแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการเติบโต รวมถึงรูปแบบในการเลือกใช้รถของผู้บริโภคที่แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม…การใช้รถ EV อาจจะยังคงมีข้อจำกัดที่ผู้ใช้ต้องทำความเข้าใจ และปรับพฤติกรรมการใช้งานกันสักเล็กน้อย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก ช่องว่างของความผิดพลาดจากการใช้งานรถ EV เช่น อาการแบตวูบ อย่างที่หลายคนเคยประสบกับตัวเอง หรือเห็นในโลกโซเชียลอยู่บ่อยครั้ง
แบตวูบ ช่องว่างของความไม่ปกติ ที่อาจเกิดทั้งจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงรูปแบบการใช้งานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง
แบตวูบ คือ อะไร ? รู้ได้ แต่ถ้าไม่จำเป็น…อย่าได้ลอง !
คนใช้รถ EV ที่ไม่เคยเจอกับตัว อาจจะยังไม่เข้าใจ แบตวูบ คือ อาการที่ เวลาเราขับรถ EV ในระดับพลังงานที่ต่ำ แต่ตัวเลข % ไฟในตัวแบตเตอรี่ ยังคงแสดงให้เห็นว่าตัวรถสามารถขับใช้งานได้ในระยะหนึ่ง ซึ่งเพียงพอที่จะไปถึงยังจุดชาร์ถัดไป เช่น % ไฟแบตเตอรี่เหลือ 12% และตัวเลขแสดงระยะการใช้งานแจ้งว่าสามารถยังคงวิ่งได้อีกประมาณ 30 กม. โดยตัวรถห่างจากจุดชาร์จถังไปแค่ 10 กว่า กม. (ซึ่งดูแล้วเป็นระยะห่างปลอดภัย สามารถขับไปถึงได้แบบสบายๆ) แต่ขับไปได้สักพัก ยังไม่ทันจะถึงจุดหมายที่แพลนไว้ รถ EV เจ้ากรรม ดันวูบดับไปแบบไม่มีสาเหตุ ทำให้ไม่สามารถไปถึงยังจุดหมายที่ต้องการได้อย่างที่ตั้งใจ สร้างความตื่นตกใจ และประสบการณ์ที่ (ไม่) น่าประทับใจ เสียเงินเสียทองจ้างรถยกไปกันใหญ่ จนผู้ใช้รถ EV บางคน ถึงกับเข็ดขยาด เพียงเพราะอาการ แบตวูบ ที่อยู่ดีๆ ก็มาสำแดงเดชให้ได้เจอกันแบบงงๆ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการแบตวูบ
สาเหตุของ อาการแบตวูบ เกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัย แต่โดยพื้นฐานแล้ว เป็นผลมาจาก การที่ BMS (Battery Management System) อ่านค่าหรือคำนวณผิดพลาด โดยเฉพาะกับแบตเตอรี่ที่ค่า Voltage Curve ในการใช้งานปกติค่อนข้างคงที่ (เช่น ช่วงจาก 90% ลงมาจนถึง 15%) ทำให้ BMS ไม่สามารถอ่านค่า % ไฟในแบตเตอรี่ที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำมากพอ ซึ่งมักอ่านค่า หรือคำนวณผิดพลาดในช่วง % ไฟต่ำๆ เนื่องจากการลดลงของค่าโวลต์แบบเฉียบพลัน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ BMS สั่งตัดการทำงาน (เพื่อลดความผิดพลาดในการทำงาน และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระบบ) นำมาซึ่ง อาการแบตวูบ โดยตรง อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว ค่ายรถชั้นนำย่อมรู้ดีว่าปัญหานี้อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้ หลายๆ แบรนด์จึงใช้วิธีการคำนวนและแสดง % ไฟในระดับที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเผื่อไว้ สำหรับช่วงการใช้งานที่ SoC (State of Charge) ต่ำ หรือกั๊กไฟสำรองไว้ส่วนหนึ่ง (ประมาณ 5-10% จากความจุแบตเตอรี่ทั้งหมด) เพื่อลดข้อผิดพลาดจากการใช้งาน โดยเฉพาะ อาการแบตวูบ เมื่อ % ไฟในแบตเตอรี่ต่ำมากๆ
ความเสี่ยงของอาการ แบตวูบ สำหรับ NMC vs. LFP
แบตเตอรี่ชนิด NMC (Nickel Manganese Cobalt) และ LFP (Lithium Iron Phosphate) ถือว่ามีคุณสมบัติที่และรูปแบบการปล่อยพลังงานที่ต่างกันอย่างชัดเจน โดยหากสังเกตจากกราฟ รูปแบบการปล่อยพลังงานของแบตเตอรี่ NMC ค่าแรงดันไฟฟ้าจะลดลงมาอย่างสม่ำเสมอตาม SoC หรือ % ไฟในแบตเตอรี่ที่ต่ำลง ทำให้การคำนวณ % ไฟที่แท้จริงแบบเรียลไทม์ของ BMS ทำได้อย่างละเอียดและมีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะต่างจากกราฟของแบตเตอรี่แบบ LFP ที่แรงดันไฟฟ้าในช่วงการใช้งานตั้งแต่ 95% ลงมาถึงประมาณ 15% ค่อนข้างจะคงที่ (ทำให้คำนวณ % ไฟในแบตเตอรี่ที่แท้จริงได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงท้าย ที่ค่าโวลต์ตกเร็วกว่าปกติ) และตามที่ได้เกริ่นไว้ในด้านบน แบตเตอรี่ที่มีโอกาสที่จะเกิด อาการแบตวูบ ได้มากกว่า คือ แบตเตอรี่ทีมี Voltage Curve คงที่ นั่นหมายความว่า ในการใช้งานจริง ผู้ใช้ ไม่ควรปล่อยให้ % ไฟในแบตเตอรี่ LFP ต่ำลงจนเกินไป เพราะนอกจากจะมีความเสี่ยงจากการดับกลางอากาศแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่เซลล์แบตเตอรี่ จะเกิดการเสื่อมสภาพแบบถาวรอีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ มักจะแนะนำว่า lสำหรับผู้ที่ขับรถ EV ไม่ควรให้ใช้บริมาณไฟในแบตเตอรี่จนเหลือในระดับต่ำกว่า 20%
ยิ่งเร่งมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงของอาการแบตวูบ ที่ % ไฟต่ำๆ ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะ BMS มักอ้างอิงค่า Voltage ของเซลล์ที่มีแรงดันต่ำที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหาย
พฤติกรรมการขับขี่ ก็มีผลต่ออาการแบตวูบ ด้วยเช่นกัน
แบตวูบ อาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของตัวรถ รวมถึงผู้ผลิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวผู้ขับขี่เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รถ EV เกิดอาการแบตวูบ ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ขับขี่ “เท้าหนัก” เดินคันเร่งแรง แช่ความเร็วสูงต่อเนื่อง แน่นอนว่า อาการแบตวูบ ไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่ % ไฟในแบตเตอรี่อยู่ในระดับสูง แต่มักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ปริมาณไฟในแบตเตอรี่เหลือต่ำลงกว่า 15% ซึ่งหากผู้ขับขี่ ยังมีพฤติกรรมหรือต้องการการตอบสนองที่ดุดัน รวดเร็ว ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงต่อ อาการแบตวูบ ได้สูงมากขึ้น เนื่องจาก ในขณะที่เราเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรง ตัวรถจะสั่งให้จ่ายกระแสไฟในระดับที่สูงแบบฉับพลัน อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงดันไฟในระบบตกลงชั่วขณะ (Voltage Dip) ซึ่งเมื่อ BMS ตรวจจับได้ว่า ค่าโวลต์หรือแรงดันไฟภายในเซลล์แบตเตอรี่ (บางเซลล์) ต่ำลงเกินกว่าขีดจำกัดที่กำหนด (โดยมากจะมุ่งเป้าไปที่เซลล์ที่มีค่าโวลต์ต่ำที่สุด) ระบบจะสั่งตัดการทำงานโดยอัตโนมัติ (แม้ว่าเซลล์อื่นๆ จะยังมีไฟอยู่ก็ตาม) เนื่องจากหากปล่อยให้โวลต์ต่ำมากๆ จนเกินค่าวิกฤติ เซลล์นั้นมีโอกาสที่จะเกิดการเสื่อมสภาพแบบถาวร รวมถึงเพื่อป้องกันความเสียหายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนี่คือ อีกหนึ่งสาเหตุของ อาการแบตวูบ ดังนั้นเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดขึ้น หากมีความจำเป็นที่ต้องขับขี่รถ EV ด้วย % ไฟในแบตเตอรี่ที่ต่ำมากๆ ควรจะขับขี่อย่างสุภาพ ใช้ความละเอียดในการเดินคันเร่ง (เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มระยะในการเดินทาง) และหลีกเลี่ยงการใช้ความเร็วสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการพลังงานของตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
การ Rebalance เสมือนเป็นการเฉลี่ยแรงดันไฟภายในแต่ละเซลล์ให้มีความสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้ Battery Management System สามารถคำนวณ % ไฟในแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ลดโอกาสการเกิด อาการแบตวูบได้ง่ายๆ เพียงทำตามที่ผู้ผลิตแนะนำ
สำหรับผู้ใช้รถ EV เรามักจะได้ยินคำว่า Rebalance ที่ในคู่มือจากผู้ผลิต แนะนำให้ทำตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยปกติแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือนต่อครั้ง ซึ่งการ Rebalance คือ การใช้งานรถ EV จนปล่อยให้ % ไฟในแบตเตอรี่เหลือต่ำกว่า 10% แล้วจึงค่อยชาร์จแบบช้าๆ ด้วย AC Charge จนเต็ม 100% เพื่อเฉลี่ยแรงดันไฟในแต่ละเซลล์ให้ได้ใกล้เคียงกันมากที่สุด อันส่งผลให้ BMS สามารถคำนวณปริมาณการเรียกดึงไฟภายในแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อแรงดันภายในเซลล์แบตเตอรี่มีความใกล้เคียงกัน (BMS ไม่สั่งตัดการทำงานในเงื่อนไขเซลล์ที่มีค่าแรงดันต่ำเกินค่าวิกฤติ) ระบบการถ่ายโอนพลังงานในแบตเตอรี่ ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ได้ระยะการเดินทางที่ไกลขึ้น (เพราะลดข้อจำกัดในเรื่องความต่างของแรงดันไฟในแต่ละเซลล์) และช่วยลดโอกาสที่จะเกิด อาการแบตวูบ ด้วยเช่นกัน
หากเข้าใจในข้อจำกัด และรู้วิธีการในการรับมือต่อเหตุการณ์ที่มีความสุ่มเสี่ยง จะช่วยให้สามารถใช้งานรถ EV ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
วางแผนการใช้ ขับขี่อย่างสุภาพ และปฏิบัติตามคู่มือ ทำได้ 3 อย่างนี้…ดีแน่นอน
การขับรถด้วยความเข้าใจ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้งานตัวรถได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ในทำนองเดียวกัน สำหรับ อาการแบตวูบ ที่มักจะเกิดขึ้นกับรถ EV ที่มี % ไฟในแบตเตอรี่เหลือในระดับต่ำมากๆ หากเราใช้รถอย่างเข้าใจ วางแผนการเดินทาง เลือกจุดชาร์จ โดยไม่ปล่อยให้ % ไฟในแบตเตอรี่เหลือต่ำมากจนเกินไป เลือกปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้เหมาะสมกับปริมาณไฟในแบตเตอรี่ รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงบนท้องถนน ไม่ว่าจะรถในรูปแบบไหนๆ ก็ย่อมที่จะลดลงอย่างแน่นอน