Home » 5G ยังไม่เคยใช้เลย…จะไป 6G แล้ว รวมถึง Autonomous car และถนนอัจฉริยะ 

5G ยังไม่เคยใช้เลย…จะไป 6G แล้ว รวมถึง Autonomous car และถนนอัจฉริยะ 

by Kookkook

“ปล้อน” รำพึงถึง Autonomous car และถนนอัจฉริยะ 

  ข่าวที่ว่าจีนส่งดาวเทียมทะลุจาก 5G ไป 6G นี่ ทำให้ “ปล้อน” ที่กำลังแกะสูตรปลาไหลผัดเผ็ดถึงกับสะท้านใจ มันทำให้เขารู้สึกว่าความหวังที่กำลังเก็บเงินซื้อ Autonomous Full EV มานั่งแบบไม่ต้องขับเวลาออกไป “รูดปลาไหล” ห่างไกลออกไปทุกที ขนาด 5G กูยังไม่เคยสัมผัสเลย …เขาเคยพ้อเรื่องนี้กลางวงเหล้า

  ปล้อนนั้นให้ความสนใจเรื่องพวกที่รถมันสามารถ “สื่อสาร” กับพวกเดียวกันเอง แบบ V2X ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน ถนนอัจฉริยะ ป้ายจราจรอัจฉริยะ ที่ “Connected Car” มันวิ่งของมันไปให้ความปลอดภัย วางใจได้ กับ AI ระดับ 5 ซึ่งเราไม่ต้องไปทำอะไรกับมันเลย ยกเว้นชาร์จไฟ ซึ่งเทคโนโลยี 5G ถือว่ายังพอจะรับมือกับมันได้ กระไรนี่จะเขยิบห่างออกไปเป็น 6G ซะแล้วหรือ ?? มันจะเชื่อมต่อส่งผ่านข้อมูลได้รวดเร็วมากมายถึง 1 Tbps จริงป่าววะ มันจะลดการดีเลย์หน่วงช้าลงเหลือไม่ถึง 0.1 ms. ได้เหรอวะ ? มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากขึ้น 10 เท่าเลยหรือวะ? ยัดใส่จำนวนอุปกรณ์เครือข่ายได้กว่าร้อยตัวบนพื้นที่หนึ่งตารางเมตรเลยเหรอวะ? ประเทศกูจะมีให้กูได้ใช้ชาตินี้เลยไหมวะ เพราะต้องพร้อมทั้งเทคโนโลยีใหม่หมด จากด้านการสื่อสาร คอมพิวเตอร์ การกำหนดบ่งบอกพิกัด และระบบเซ็นซิ่งต่างๆ ที่เหนือกว่าเรด้าร์ ลิด้าร์ อุลตร้าโซนิค และกล้องที่ว่าสุดยอดยุค 2020 ที่ใช้อยู่นี้ขึ้นไปอีกมากเหลือเกิน คืนนั้นปล้อนเมาหลับไปพร้อมกับคำถาม เรื่องน่าฉงนเหล่านี้ ….

  ด้วยอานิสงค์ที่เขาเคย “มอบทุน” ส่งเสียน้องๆไว้เป็นอันมาก คืนนั้นปล้อนมองภาพทะลุ C ตัวแรก คือ Communication ของยุค 6G ที่จะถูกนำมาใช้เรื่องเซ็นซิ่ง บ่งบอกตำแหน่งพิกัด ซึ่งมีรายงานข่าวบอกว่าต้องใช้คลื่นวิทยุที่มีสเปคตรัมระดับ THz. ขึ้นไปจึงจะทำได้ ซึ่งความถี่สูงแบบนี้ความยาวคลื่นย่อมต่ำมากๆๆๆ ข้อดีของการใช้ความถี่โคตรสูงระดับนี้คือ การบีบให้สัญญาณถูกส่งไปในแนวที่ต้องการ ไปในทิศทางที่กำหนดได้ ไม่กระจายไปทุกทิศทางที่เราไม่ต้องการ เพิ่มระยะการส่งได้  ส่งข้อมูลจำนวนมากขึ้น   ทีนี้ C ตัวที่สอง หรือ Computation ก็ต้องถูกพัฒนาตามให้ทันยุค 6G ด้วย เพื่อใช้ในเน็ทเวิร์ค การจัดการเครือข่าย ที่ก็จะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปกว่าปัจจุบันนี้หลายเท่า ทั้งทำงานแบบผสมผสานและข้ามเครือข่าย C ทั้งสองตัวนี้จะถูกนำไปใช้ร่วมกับระบบ Sensor ที่ทำการรับข้อมูลจากเรด้าร์ ลิด้าร์ กล้อง อุลตร้าโซนิคทั้งหลาย และระบบบ่งบอกพิกัดหรือ Positioning ด้วย 

ถนนก็ต้องอัจฉริยะ ?? 

Autonomous self-driving car is recognizing road signs. Computer vision and artificial intelligence concept.

  ตอนอภิปรายกันในสภาฯหลายปีก่อน ปล้อนจำที่นักการเมืองเทียงกันเรื่องไทยเราควรมีถนนราดยางให้ทั่วเสียก่อน ค่อยไปคิดเรื่องรถไฟฟความเร็วสูง แต่ถ้าถึงยุค 6 G แล้วนักการเมืองเหล่านั้นยังไม่ตาย บ้านเราก็คงยังไม่ได้เห็นถนนอัจฉริยะที่ว่านี้ เพราะตอนนั้นถนนราดยางก็คงจะยังสร้างกันอยู่ไม่จบสิ้น 

 ในยุค 6G ที่เราจะนำ Autonomous car AI ระดับ 4 ถึง 5 ให้มัน ถนนที่จะให้มันวิ่งก็ต้องเป็นระดับ Hyper-Lane หรือSmart Road รองรับกันด้วย ต้องทำเลนมาร์ค ทราฟฟิคมาร์ค ต้องทำสัญญลักษณ์จราจร เส้นขอบเลน เส้นแบ่งเลน ในภาษาแบบ AI ที่เซ็นเซอร์ของรถสามารถถอดระหัสได้ชัดเจนหน่วยงานทางหลวง การจราจร ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ ผู้พัฒนาระบบแผนที่ต้องมารื้องานใหม่หมด แผนที่ 3D ที่ใช้ปัจจุบันบนหน้าจอจะถูกโยนทิ้ง โลกยานยนต์จะเข้าสู่แผนที่แบบ ‘ข้อมูลเป็นเอามาก’ (Hyper-detailed 3D maps)  เพื่อใช้งานบนเส้นทางหลัก นี่คือ Hyper-Lane/Smart Road สำหรับการนำรถไร้คนขับมาใช้ในย่านที่เจริญ มีการปรับเลนมาร์ค เข้าใจทราฟฟิคมาร์ค ต้องทำสัญญลักษณ์จราจร เส้นขอบเลน เส้นแบ่งเลน ให้เซ็นเซอร์และระบบประมวลผลของรถมันอ่านเข้าใจ

  ส่วนเขตชนบท อ๊อฟโร๊ด ถ้านำ 6G มาใช้ในระยะแรกน่าจะเป็นแบบไม่พึ่งแผนที่ (Mapless)  โดยเฉพาะในเขตกันดาร ที่ยังไม่มีการทำแผนที่สำหรับ Autonomous car ออกมาเป็นรายละเอียด 3D อย่างที่รถพวกนี้ใช้กันอยู่ที่เมืองนอกก็สามารถนำรถอัตโนมัติไปตามเส้นทางต่างๆได้  เรียกว่าระบบ MapLite ที่สามารถเข้าถึง เจาะทุกพื้นที่ๆดาวเทียมสามารถสแกนเห็น ไม่ว่าจะเป็นชนบท ป่าเขา อ็ออฟโร๊ด นี่คือหนทางสำหรับการนำรถเหล่านี้มาใช้ในชนบท กันดารมากๆ ที่ยังไม่มีการทำ Smart Road ที่ได้รื้อ ปรับ สร้าง เส้นทาง ทำเลนมาร์ค ป้ายจราจร สัญญลักษณ์ต่างๆ ที่ระบบเซ็นเซอร์นำทางของรถไร้คนขับอ่าน และควบคุมตัวมันเองให้วิ่งผ่านไปได้ เทคโนโลยีนี้ทาง MIT ได้ทดลองร่วมกับสถาบันวิจัยของ TOYOTA โดยติดตั้งระบบ CSAIL’s MapLite ระบบลิด้าร์และเซ็นเซอร์ IMU  ให้ GPS นำทาง วิ่งไปบนเส้นทางชนบทที่ไม่ได้ราดยาง และไม่มีแผนที่ ไม่มีเลนมาร์ค ไม่มีทราฟฟิคมาร์ค ไม่มีสัญญลักษณ์จราจร ไม่มีเส้นขอบเลน ไม่มีเส้นแบ่งเลน ระบบของมันก็นำพาทีมงานผ่านไปได้ด้วยดี ระบบสามารถจับเส้นทาง 100 ฟุตข้างหน้าล่วงหน้าได้  ไม่ต้องใช้แผนที่ 3D ดั้งเดิมแต่อย่างใด 

  วันนี้ปล้อนมาแฝงวิชาการหน่อยนะครับ คือกล่าวองค์รวมทั้ง Communication, Computation, Sensing และ Positioning สำหรับให้ Autonomous car ใช้ในยุค 6G ตบท้ายด้วยถนนแบบ Hyper-Lane/Smart Road สำหรับให้ระบบ Sensing ของรถมัน “จับ-อ่าน” ข้อมูลจราจรและรถคันอื่นเพื่อใช้ในย่านที่เจริญ ส่วนย่านชนบท บ้านนอก อ๊อฟโร๊ดที่ยังคงเป็นเส้นทางทุระกันดาร ปล้อนก็กล่าวถึงการใช้ระบบ Mapless ซึ่งไม่ต้องมีแผนที่สำหรับรถพวกนี้ 

  ก้าวไปเร็วเหลือเกินนะครับ กระโดดไปยุค 6G แล้ว….”ปล้อนรำพึงเป็นทำนองเพลงเสี่ยวรำพึงของอัสนีวสันต์ ก่อนขอตัวไปทำปลาไหลผัดเผ็ด …….


ข่าวแนะนำ